ข้อความบนจอนี้เป็นข้อสรุปของผม ในการนำเสนอให้คนข่าวรุ่นใหม่
สร้างศักยภาพของตนเพื่อสามารถแข่งขันกัน สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพต่อสาธารณชน
ทุกวัน จงอ่านในสิ่งที่คนอื่นไม่อ่าน
ทุกวัน จงคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด
ทุกวัน จงทำในสิ่งที่คนอื่นไม่คิดจะทำ
หาไม่แล้ว เราก็เป็นเพียงเม็ดทรายให้เขาเหยียบ
มิใช่ภูผาแข็งแกร่งให้ผู้คนพึ่งพา
คนข่าวยุคดิจิทัลต้องปรับตัวอย่างไร ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างดุเดือดรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน?
นั่นคือหัวข้อที่ผมได้รับมอบหมายให้นำเสนอความเห็น ในการสัมมนาของคณาจารย์วารสารศาสตร์จากทั่วประเทศเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยกันวางทิศทางการเรียนการสอน สำหรับนักนิเทศศาสตร์และนักสื่อสารรุ่นใหม่
ผมตั้งข้อสังเกตว่าการที่มีสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น แทนที่จะทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อยกระดับคุณภาพของนักนิเทศศาสตร์ ที่น่าตกใจคือมาตรฐานกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลก็คือวงการนี้ไม่มีการสร้างคนใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการลงทุนในการสร้างทรัพยากรคนอย่างจริงจัง
แต่ก่อนมีฟรีทีวี 6 ช่อง มีคนข่าวในหน้าที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะหน้าจอหรือหลังจอกี่คน ค่าเฉลี่ยของคุณภาพของคนก็หารด้วย 6
แต่วันนี้มีดิจิทัลทีวี 24 ช่อง แทนที่จะมีคนเก่งมากขึ้น 4 เท่าเพื่อรักษามาตรฐานเดิม กลับกลายเป็นว่าจำนวนและคุณภาพเท่าเดิม แต่ต้องหารด้วย 24
แปลว่าคุณภาพค่าเฉลี่ยของคนมีหน้าที่ทำเนื้อหาสาระ เพื่อนำเสนอผ่านสื่อทีวีกลับหดตัวลง เพราะเราไม่เห็นรายการมีคุณภาพเพิ่มขึ้น เราไม่เห็นสารคดีดี ๆ มากขึ้น เราไม่เห็นความพยายามจะทำให้รายการเด็กที่ดีมีมากขึ้นกว่าเดิม
การแข่งขันกลับกลายเป็นการ “แข่งกันเน่า” เพื่อชิงเรทติ้ง ไม่ใช่การ “แข่งเพื่อยกระดับคุณภาพ” ของเนื้อหาของการนำเสนอ
จึงเป็นหน้าที่ของคนในวงการสื่อไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสื่อ คนทำสื่อ นักวิชาการ ผู้กำกับนโยบายและผู้ปฏิบัติการทุกระดับ ในการจะสร้างคุณภาพอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืน
เรายังต้องการสร้างให้การทำข่าวสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเสนอว่าใครพูดอะไรเกี่ยวกับใครที่เขาเรียกว่าข่าวประเภท he said/she said เท่านั้น
เรายังต้องส่งเสริมให้มีการทำข่าวแนวสืบสวนสอบสวนหรือ investigative reporting เพื่อเปิดโปงคอร์รัปชันและความไม่ชอบมาพากลของสังคม
เรายังต้องสร้างนักข่าวสายต่าง ๆ ที่ทุกวันนี้ยังขาดแคลนอย่างยิ่งเช่นสายวิทยาศาสตร์ สายการศึกษา สายสิ่งแวดล้อม สายศาสนาและศีลธรรมและสายเศรษฐกิจระดับชาวบ้าน
หาไม่แล้วเราจะมีแต่ข่าวการเมืองด่ากันไปมา ข่าวอาชญากรรม ดราม่าและข่าวบันเทิงไร้สาระที่ยังท่วมจอทีวีและ social media อย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้
นี่จึงเป็นที่มาของข้อเสนอของผมว่าคนข่าวต้องทำอะไรเพื่อความตื่นตัวในการสร้าง “นวัตกรรมข่าว” เพื่ออนาคตให้ได้
เราวิพากษ์ เรียกร้อง แสดงความเห็นเกี่ยวกับการขาดแคลนนวัตกรรมในวงการอื่นมามากแล้ว ถึงเวลาต้องหันมาสร้างนวัตกรรมข่าวเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง
(กรุณาย้อนกลับไปอ่านตอนต้นของคอลัมน์ครับ)






