พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า จำเป็นต้องมีกลไกดูแลการเมืองของประเทศในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน นั่นหมายถึง หลังจากมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว และกลับเข้าสู่การเลือกตั้งตามกลไกปกติ แต่ยังจำเป็นต้องมีกลไกดูแลเพื่อให้แผนการปฏิรูปต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการดำเนินการตามกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปี มีความจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ ท่ามกลางการแข่งขันในเวทีโลก
หากตีความตามความหมายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความเป็นห่วงว่าหากไม่มีกลไกดูแล ให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ ทุกอย่างจะกลับไปสู่สถานการณ์เดียวกันกับการรัฐประหารทุกครั้ง กล่าวคือ เริ่มจากการประณามนักการเมือง จากนั้นมีการพูดถึงการปฏิรูปการเมืองและจบลงด้วยรัฐธรรมนูญใหม่เปิดทางไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับไปสู่เส้นทางเดิม ที่การเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการบริหารประเทศมีปัญหา จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติใหม่และต้องมาเริ่มกันใหม่
ดังนั้น กลไกในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะมีการกำหนดในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่ โดยนายกฯชี้แจงว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ภายใน5ปี ถ้ามันดีขึ้นทุกปีๆ ก็ผ่อนผันลดลงไป เข้ากลไกปกติ ทำไปตามที่เราวางไว้ ไม่เห็นจะยาก ถ้ามันดี และถ้าเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลจะง่ายกว่าตรงที่จะกลับมาเป็นปกติ เมื่อสถานการณ์พร้อม แต่ถ้าใส่ในรัฐธรรมนูญก็ลำบาก นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของผม” ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีการเปรียบเทียบกับการเมืองในอดีต ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองในอดีต ยุคประชาธิปไตยกับยุคปัจจุบัน ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก และหากพิจารณาจากคำอธิบายต่างๆของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งคนในรัฐบาลจะเห็นว่ามีความแตกต่างจากการเมืองในอดีตในหลายประเด็น กล่าวคือ หากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้จริง ก็จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีแนวทางการทำงานในบางเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องต้องกระทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนในเรื่องนโยบายทั่วไปก็สามารถทำได้
นอกจากนี้ ยังมีกลไกที่เป็นผู้ตรวจสอบให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าทำตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ ซึ่งการควบคุมฝ่ายการเมืองในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์นั้นถูกวิจารณ์ว่าเป็นประชาธิปไตยแต่ในนามเท่านั้น ส่วนการบริหารยังเป็นไปตามยุทธศาสตร์ แต่หากพิจารณายุทธศาสตร์จริงๆก็จะเห็นว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมและนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งก็เป็นกรรมการอยู่ด้วย ดังนั้นในเรื่องการบริหารประเทศอาจไม่เลวร้ายอย่างประชาธิปไตยครึ่งใบในอดีตที่คุมถึงการโหวตในสภา
ประเด็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ผู้ที่อยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอยู่ในอำนาจต่อหรือไม่ โดยถกเถียงประเด็นที่มาของผู้มีบทบาทในการใช้อำนาจทางการเมืองเป็นสำคัญ แต่สาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศซึ่งทุกคนคาดหวังและพูดกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงหลังเกิดวิกฤติ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันน้อยมาก ซึ่งเราเชื่อว่าหากมีการถกเถียงที่ตัวยุทธศาสตร์ชาติอย่างจริงจังแล้ว ประเด็นเรื่องการเมืองอาจจะลดระดับลงก็เป็นได้
เราเห็นว่าประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ เพราะหากเกิดปัญหาการพัฒนาประเทศ ระบบประชาธิปไตยก็ไม่มั่นคงตามไปด้วย ดังที่เราเห็นมาแล้วในอดีต ดังนั้นเราอยากเห็นการพูดเรื่องอำนาจทางการเมืองไปพร้อมๆกับทิศทางประเทศและไม่อยากให้การเมืองกลับไปสู่วงจรเดิม








