“Bridgewater” ซึ่งเป็นเฮดจ์ฟันด์
หรือกองทุนเก็งกำไรสัญชาติสหรัฐ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกมีสินทรัพย์การลงทุนมากกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ ต้องพบกับภาวะความเสี่ยงสูงสุดมีการขาดทุนอย่างมากในตลาดการเงินของสหรัฐ และตลาดการเงินโลกเพียงช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “Bridgewater” เป็นกองทุนที่ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ที่ประกอบด้วยหุ้น บอนด์ สินค้าโภคภัณฑ์ และเงินตราสกุลต่างๆ โดยอิงฐานการประเมินในแนวโน้มและทิศทางของเศรษฐกิจมหภาค ภายใต้การดูแลของผู้บริหารการลงทุนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง Ray Dalio ที่เคยเป็นที่ปรึกษาของนายลาร์รี่ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐสมัยปธน.บิลล์ คลินตัน จากเม็ดเงินลงทุนของ “Bridgewater” ที่มีอยู่ 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์โดยสามารถทำกำไรมาตลอดถึง 12.8% นับจากช่วงเริ่มตันปี 1991 โดยเฉพาะในปี 2015 ทำผลตอบแทนได้ 4.7% แต่สถานการณ์การลงทุนล่าสุดต้องประสบภาวะขาดทุน 10% ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน 12 ก.พ.ที่ผ่านมา และเมื่อมองดูย้อนหลังกับช่วงระยะเดียวกันปีก่อน ต้องประสบการขาดทุนถึง 9.3% ส่งผลต่อขนาดของกองทุน “Bridgewater” ที่ลดลงเหลือมูลค่าเพียง 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในขณะนี้
สัญญาณการขาดทุนของกองทุน “Bridgewater” บ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากความผันผวน ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ไม่เว้นแม้กระทั่งการลงทุนในสหรัฐเอง ทำให้นับจากนี้ไปนักลงทุนไทยต้องไม่ประมาทในการลงทุน โดยเชื่อว่าจะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นในระยะสั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกยังคงเสี่ยง “ขาลง” อย่างต่อเนื่องจากสัญญาณลบของ 21 ตัวเลขสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออก-นำเข้าที่ดิ่งลงในประเทศขนาดใหญ่ เริ่มจากการตกต่ำของการส่งออกจีนที่ร่วงลง 11.2% และการนำเข้าที่ทรุดลงถึง 18.8% ในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดรอบ 15 เดือน การตกต่ำของการส่งออกญี่ปุ่นที่ร่วงลง 8% และการนำเข้าที่ดิ่งลงถึง 18% ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว โดยฉุดให้จีดีพีปักหัวลงเป็นการติดลบ นอกจากนี้สหรัฐที่มีการส่งออกที่ร่วงลง 7% ในช่วงปีที่ผ่านมา กับการสั่งซื้อสอนค้าอุตสาหกรรมที่ฟุบตัวลงตลอด 14 เดือน นอกจากนี้มีความเสี่ยงจากการปิดตัวสาขาของห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่สหรัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เช่น วอลมาร์ทปิดสาขาไปแล้วกว่า 269 แห่ง เจซี เพนนีที่กำลังจะปิดสาขาอีก 47 แห่งหลังจากปิดไปแล้ว 40 แห่งในปี 2015 ห้างเมซี่ที่ปิดไปแล้ว 36 สาขา ขณะที่ CNN รายงานว่า บริษัทน้ำมันอีก 67 รายจ่อคิวเข้าสู่กระบวนการล้มละลายหลังจากที่มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น
ขณะที่การจับสัญญาณเสี่ยง ที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธปท. ได้ประเมินคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงสนับสนุนเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในสัดส่วนสูงขึ้น การบริโภคภาคเอกชนที่มีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการส่งออกสินค้าไปกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ที่ขยายตัวเป็นบวกถึง 10.4% ช่วยพยุงไม่ให้ทรุดตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัว รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่รายได้นอกภาคเกษตรเติบโตอย่างช้าๆ ขณะที่ภาระหนี้ของครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 81.1% ของจีดีพี ถึงแม้ว่าจะได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และดุลการค้าปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงการบริโภคของครัวเรือนได้บางส่วน กับธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบมีต้นทุนที่ลดลงและมีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้น และมีมาตรการรัฐบาลช่วยพยุงเศรษฐกิจยังคงต้องเน้นปรับโครงสร้างในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงิน ยังคงคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยง ที่จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงินในระยะยาว เนื่องจากภาวะตลาดเงินตลาดทุนโลกมีความผันผวนและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความผันผวนของตลาดการเงินจีนที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งกระทบต่อความกังวลของนักลงทุน ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทย เพื่อพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะการเงินในตลาดโลก โดยต้องพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพด้านต่างประเทศ รักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และเสริมสร้างให้ภาคธุรกิจเร่งป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมๆ กับการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้ระบบการชำระเงินที่เป็น National E-Payment Master Plan ของรัฐบาล ซึ่ง ธปท.เตรียมจัดวางโรดแมพในการจัดทำระบบชำระเงินในประเทศเป็นแบบดิจิทัล หรือ Payment System Roadmap ในช่วงระหว่างปี 2560-2563






