วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระเบิดเวลา

ปมคำถามที่ผู้เขียนได้ทิ้งไว้ในตอนท้ายของบทความเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า “หากภาวะฟองสบู่ของจีน

(ที่เกิดจากปัญหาการไหลเข้าของกระแสทุนภายหลังวิกฤติทางการเงินปี ค.ศ.2008 ที่ส่งผลต่อถึงสินเชื่อการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน) เกิดต้องแตกขึ้นมาจริงๆ แล้ว มันจะมีกระบวนการส่งผ่านของผลกระทบด้านลบไปยังระบบสถาบันการเงิน และระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงของจีนอย่างไรบ้าง ก็ยังเป็นคำถามอยู่ เพราะจีนอาจมี “ช่องว่างของการเชื่อมต่อ (missing links)” ระหว่างผลกระทบเหล่านี้ที่แตกต่างจากกรณีของประเทศอื่นก็ได้” นั้น

ปรากฎว่าล่าสุดนี้ อาจมีคำตอบที่น่าสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่านที่จะขอนำเสนอเพื่อต่อยอดความคิดต่อไป ท่านแรกคือ Prof. Joseph E. Stiglitz จาก Columbia University ซึ่งได้เขียนในบทความเรื่อง “Closing Developing Countries’ Capital Drain” ที่เผยแพร่บน website ของ Project Syndicate เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สรุปใจความได้ว่า  

ในปีที่ผ่านมากระแสเงินทุนไหลออกของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายมีสูงมากกว่า 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะไหลออกผ่านระบบธนาคารไปยังธนาคารแม่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ต้องการลดระดับปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยให้กับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เหตุผลที่การไหลออกของกระแสทุนปริมาณมากนี้ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดวิกฤติการทางการเงินได้ แต่ก็ยังไม่ส่งผลต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนนั้น ก็เพราะว่าจีนมีปริมาณเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูงถึง 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติการทางการเงินในจีน และช่วยป้องกันค่าเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่ามากอย่างฉับพลันนั่นเอง

แต่ Stiglitz ก็ได้เตือนว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้จำเป็นต้องรีบแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน และในบรรดามาตราการต่างๆ นั้น เราอาจจะได้เห็นบางประเทศใช้มาตรการควบคุมการไหลออกของทุนสำหรับกรณีเฉพาะบางกรณีที่จำเป็น เหมือนกับประเทศมาเลเซียที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในปี ค.ศ.1997 เป็นต้น ตัวอย่างเช่น การใช้มาตรการควบคุมการไหลออกของทุนจากระบบธนาคารที่ตั้งอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาไปยังธนาคารในประเทศที่พัฒนาแล้ว

นักเศรษฐศาสตร์ท่านที่สองคือ Prof. Keyu Jin จาก London School of Economics ได้เขียนบทความเรื่อง Overhauling China ที่เผยแพร่ในบน website ของ Project Syndicate เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และสรุปใจความสำคัญได้ว่า ปัญหาการหดตัวของเศรษฐกิจจีน และปัญหาสินเชื่อที่มีโอกาสจะกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมากนั้น ถือเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของจีนเอง เนื่องจากรัฐบาลจีนปล่อยปละให้ภาครัฐวิสาหกิจจีน มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่เหนือกว่าภาคธุรกิจเอกชนรายเล็กรายน้อยในเรื่องต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการได้ใช้ที่ดินและปัจจัยทุนในราคาถูกกว่า และการได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เหนือกว่าภาคเอกชน ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนสินเชื่อธุรกิจที่แพงกว่า และผู้ประกอบการบางส่วนจึงหันไปสนใจเรื่องการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์กันมากกว่าการทำงานในภาคธุรกิจการผลิตที่แท้จริง

Keyu Jin จึงเสนอให้ทางรัฐบาลจีนทำการปฎิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วยการปฎิรูประบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปฏิรูปทางการมือง เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เสมอภาคมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของกลุ่มพวกพ้อง ซึ่งรัฐบาลจีนต้องไม่เกรงกลัวว่าการทำเช่นนี้จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมตามมา  เพราะเคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีตเมื่อตอนปฎิรูปเศรษฐกิจในช่วงปี ค.ศ. 1989-1990 โดยไม่เกิดความวุ่นวายในสังคมจีนตามมา    

โดยสรุปแล้ว เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อคิดเห็นของทั้งสองท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนว่า ปัญหาเรื่องการหดตัวทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สินในประเทศจีนนั้น กำลังขยายลุกลามใหญ่มากขึ้น เพราะมีเรื่องของกระแสการไหลออกของทุนไปต่างประเทศมาเกี่ยวข้อง แต่ที่ยังไม่กระทบต่อภาคการเงินโดยตรง ก็เพราะว่าจีนยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเหลืออยู่อีกมาก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนจำเป็นต้องรีบใช้ยาแรงในการแก้ปัญหาคราวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบังคับควบคุมการไหลออกของกระแสทุนในบางกรณี หรือการปฎิรูปปัญหาเศรษฐกิจและระบบราชการ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยให้เกิดมีการแข่งขันในตลาดบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ระหว่างบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่จีนยังคงลังเลในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยาแรงดังกล่าว ก็คงเป็นเพราะว่า รัฐบาลจีนต้องการใช้เวลาในการประเมินให้แน่ใจว่า ตนเองจะสามารถควบคุมสถานะการต่างๆ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเอาไว้ได้หากเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับมาในรูปของความวุ่นวายต่างๆ ในสังคมนั่นเอง

ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับรัฐบาลจีนที่จะต้องถอดสลักระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจนี้อย่างระมัดระวังและปลอดภัย จึงเป็นช่วงเวลาอันน่าระทึกสำหรับเศรษฐกิจโลกด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้