วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ช่วยกันขับเคลื่อนการเติบโต

แม้ความผันผวนของตลาดหุ้น บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว

 เมื่อราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นมา หลังจาก 4 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ได้แก่ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย เวเนซุเอลา และการ์ตา เห็นพ้องในข้อเสนอให้ตรึงกำลัง การผลิตน้ำมันไว้ที่ระดับเดียวกับเดือนมกราคม หากประเทศอื่นๆ มีความเห็นคล้อยตามในทำนองเดียวกัน ซึ่งจากการหารือก็มีหลายประเทศที่แสดงท่าทีสนับสนุนแนวคิดนี้ แม้บางประเทศไม่ได้เอ่ยปากชัดว่าจะตรึงการผลิตก็ตาม

แต่หากมองในตัวเลขการเติบโต และการส่งออกของหลายประเทศ ยังไม่ค่อยดีนัก ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ที่การส่งออกนอกภาคน้ำมันลดลง 9.9% ช่วงเดือนมกราคม เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมากกว่าตัวเลขเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่การส่งออกลดลง 7.2% สืบเนื่องจากการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก ร่วงลงถึง 25.2% เทียบกับเมื่อเดือนธันวาคมที่ลดลง 18.7% โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงยักษ์ใหญ่ในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกอย่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้

ญี่ปุ่นรายงานการส่งออกที่ลดลง 12.9% เมื่อเดือนมกราคม เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการลดลงติดกันเป็นเดือนที่ 4 ในช่วงที่กำลังเผชิญความต้องการในต่างประเทศที่ซบเซา ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการส่งออกที่ลดลงมากที่สุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 อันเป็นช่วงที่โลกเผชิญวิกฤติการเงิน และทำให้ทางการญี่ปุ่นเผชิญงานหนักมากขึ้นในช่วงที่เหลือทางเลือกไม่มากนักเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจากธนาคารกลางช็อคตลาดด้วยการใช้ดอกเบี้ยติดลบเมื่อเดือนที่แล้ว

ในกรณีของเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่ง อย่างฟิลิปปินส์ที่กำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของฟิลิปปินส์ โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 6% ปีนี้ และ 6.2% ปีหน้า จากคาดการณ์เดิมที่ 6.2% กับ 6.5% อันสะท้อนถึงความเสี่ยงขาลงจากการชะลอตัวของจีน ความผันผวนในตลาด กระแสทุนไหลออก และปัญหาสืบเนื่องจากสภาพอากาศ

ไต้หวันได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการฟื้นตัวท่ามกลางเมฆหมอกในโลก โดยสำนักงบประมาณและสถิติของไต้หวันคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะขยายตัว 1.47% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 2.32% ล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ลงเหลือ 3% จาก 3.3% พร้อมระบุว่าการค้า การลงทุน และการเพิ่มขึ้นของค่าแรงยังซบเซา

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ล้วนจัดทำมาตรการหลายอย่าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเองในช่วงที่เศรษฐกิจโลกซบเซา ขณะที่โออีซีดีมองว่าลำพังนโยบายการเงินไม่สามารถช่วยได้ และเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกใช้นโยบายทุกอย่างเพื่อกระตุ้นการเติบโตอย่างเร่งด่วน รวมถึงกระตุ้นอุปสงค์ สำหรับประเทศที่มีช่องว่างทางการคลังก็ขอให้เพิ่มการลงทุนสาธารณะในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนอย่างยิ่งนี้ ความร่วมมือกันเพื่อการเติบโตของโลก น่าจะถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง