นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงินตลาดทุน
ปัจจุบันตำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจจากนี้ไป โดยใช้ชื่อในบทความผ่านเว็บไซต์สวนตัวชื่อว่า “ความท้าทายรอบใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก“ โดยระบุว่า ”นับแต่ต้นปีเป็นต้นมา เหตุการณ์ที่ไม่ปกติในระบบการเงินโลก ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นในจีนที่ตกแล้วตกอีกในช่วงหลังปีใหม่ จนต้องปิดตลาด หยุดการซื้อขายไปหลายครั้ง” และทำให้หลายๆ คนอดถามไม่ได้ว่า “กำลังเกิดอะไรขึ้นในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก และต่อไปจะเป็นอย่างไร”
คำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป ถือเป็นคำถามยอดฮิตของบรรดาธุรกิจ และผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนให็เห็นว่าคนรู้สึกถึงความไม่แน่นอนมากขึ้น ยิ่งมีคำถามมากเพียงใดก็ทำให้คนรู้สึกกังวลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนายกอบศักดิ์ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และฟันธงว่า “เศรษฐกิจโลกใน 3 ปีข้างหน้าจะต่างจากช่วงก่อนหน้า อย่างที่เรียกได้ว่า เป็นหนังคนละม้วน”
นายกอบศักดิ์ชี้ให้เห็นถง 3 ประเด็นหลัก ที่จะกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ คือ “ความผันผวนในระบบการเงินโลกที่จะเพิ่มขึ้นและจะปะทุเป็นระยะๆ โดยความแตกต่างของภาวะเศรษฐกิจ นำมาซึ่งความแตกต่างของนโยบายระหว่างธนาคารกลางสหรัฐ และกลุ่มของยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลหลักของโลกจะต้องปรับสมดุลกันเป็นระยะๆ และกระทบต่อการไหลเวียนของเงินทุนในระบบการเงินโลก จากเดิมที่ไหลออกจากประเทศหลักซึ่งร่วมกันอัดฉีดเงินไปสู่ตลาดต่างๆ กลายเป็นการไหลจากทุกที่กลับไปสู่สหรัฐ ที่กำลังดูดสภาพคล่อง เพื่อขึ้นดอกเบี้ย”
ประเด็นที่สอง กำลังซื้อโดยรวมในระบบเศรษฐกิจโลกจะซบเซาลง ทำให้ราคาสินค้าเกษตร ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะ โดยปัญหาเศรษฐกิจของจีน ยุโรป และญี่ปุ่น จะใช้เวลาแก้ไขอีก 4-5 ปี เนื่องจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัญหาหนี้เสียต่างๆ ที่สะสมไว้ ซึ่งการจะแก้ไขสะสางปัญหาเชิงโครงสร้างและล้างหนี้เสียในระบบ ปกติแล้วต้องใช้เวลานาน ซึ่งหมายความว่า ประเทศเหล่านี้อ่อนแอไปอีกระยะ ทำให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจโลก จะยังคงไม่กลับไปสู่ภาวะปกติไปอีกระยะหนึ่ง มีผลต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าเกษตร ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ประเด็นที่สาม กลุ่มประเทศเกิดใหม่ จะอยู่ภายใต้แรงกดดันและต้องปรับตัวครั้งสำคัญ ทั้งจากเงินที่ไหลออกและจากดอกเบี้ยของสหรัฐที่กำลังจะปรับขึ้น โดยประเด็นนี้ ไทยและประเทศอื่นๆในเอเชีย เรียกได้ว่า “อยู่หางของมรสุม” ไม่ค่อยรับผลกระทบมากนัก แต่หากเราไปดูประเทศเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อาร์เจนติน่า รัสเซีย บราซิล ตุรกี หรือแอฟริกาใต้ รวมไปถึงกลุ่มที่ส่งออกน้ำมันหรือส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศเหล่านั้นกำลังอยู่ในภาวะลำบากอย่างยิ่ง
นายกอบศักดิ์แนะนำว่า“เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ ที่อึมครึมมากขึ้น ที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า เราต้องระมัดระวัง รู้จักปกป้องความเสี่ยง เร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจไทยให้มีภูมิคุ้มกัน เพื่อให้สามารถผ่านช่วงของความท้าทายที่รออยู่ได้” และมองว่า“โชคดีที่เศรษฐกิจไทยโดยรวม มีพื้นฐานที่ดี มีความเข้มแข็ง ไม่ได้สะสมปัญหาต่างๆ ไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนมากจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา เหมือนประเทศอื่นๆ” แต่คำถามสำคัญคือเราเร่งสร้างความเข้มแข็งได้แค่ไหนในสถานการณ์ปัจจุบัน






