วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“อภิชน”คิดอะไรอยู่ (จบ)

ได้กล่าวแล้วในความเรียงคราวที่แล้วว่า ชนชั้นนำไทยที่มีความต่อเนื่องสืบทอดสถานะของกลุ่มตนมาได้ยาวนาน

ได้ร่วมกันสร้าง “ระเบียบทางการเมือง” ชุดหนึ่งขึ้น โดยเน้นการดำรงสภาพทางการเมืองที่มี “ดุลยภาพทางอำนาจ” เพื่อผดุง "ความสงบเรียบร้อย" ของสังคม

"ระเบียบทางการเมือง" นี้ แสดงออกมาอย่างชัดเจนในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา (แม้ในการตั้งชื่อของคณะทหารที่ทำรัฐประหารก็จะต้องเน้นว่าตนเข้ามาเพื่อรักษาระเบียบนี้) และเห็นได้ชัดมากในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “อภิชนเป็นใหญ่” นี้

ปัญหาที่จะตามหลังความพยายามจะจรรโลง "ระเบียบทางการเมือง" ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ความไม่สามารถดูดซับ/ดูดกลืนคนกลุ่มใหม่ในพื้นที่ทางการเมืองให้เข้ามาร่วมได้อย่างที่เคยกระทำกันมา เพราะกรอบการจัดวาง "ดุลยภาพทางการเมือง" ที่ดำเนินมานั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชน/ราษฏรยังไม่ได้เป็น" พลเมือง"

“ดุลย์” ที่จะสร้างขึ้นจึงมีเพียงการดุลย์กันระหว่างระบบราชการ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ และกลุ่มทุนท้องถิ่น ที่เชื่อมต่อกับระบบราชการและทุนใหญ่เท่านั้น

"ดุลยภาพทางการเมือง" จึงเป็นระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบที่ต้องสรรหาคนที่น่าไว้วางใจ หรือคนที่มี "บารมี" ซึ่งก็คือคนที่สามารถทำให้เกิดการจำหน่ายจ่ายแจก (Distribution) ทรัพยากรอย่างเสมอหน้าให้แก่ทุกกลุ่มที่เข้ามาร่วมในระบบการเมือง

การสร้าง “ดุลยภาพทางการเมือง” ที่ดำเนินเช่นนี้ได้ตกผลึกกลายเป็นการเน้น “คนดี” ขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมการเมือง ทั้งๆ ที่ “คนดี” เป็นคุณลักษณะที่วางเกณฑ์วัดทั่วไปไม่ได้ และวางอยู่บนความสัมพันธ์ใกล้ชิดเท่านั้น ซึ่งกรอบคิดที่พัฒนามานี้แสดงแค่ว่า ชนชั้นนำไทยต้องการเพียงผู้ที่สามารถจำหน่ายจ่ายแจกทรัพยากรให้แต่ละกลุ่มอย่างเสมอหน้านั่นเอง

"ดุลยภาพทางการเมือง" เช่นนี้ จึงเป็นเพียงการสร้าง "ดุลย์" ของชนชั้นนำเดิมเท่านั้น เพราะ "พลเมือง" ที่เกิดขึ้นมาไม่สามารถที่จะล่วงรู้ความเป็น" คนดี" ได้ ขณะเดียวกัน "คนดี" ที่จะขึ้นมามีอำนาจก็จะสังกัดและสัมพันธ์อยู่กับกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น ไม่ได้มอง/มองไม่เห็น "พลเมือง" แต่อย่างใด 

"ความเป็นระเบียบเรียบร้อย" ในกรอบความคิดทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยของ "คนดี" จะเป็นการเมืองแบบที่มองไม่เห็นความหมายของพลเมืองและการเคลื่อนไหวภาคพลเมือง พร้อมกับมองว่าหากพลเมืองเคลื่อนไหวก็เป็นเพราะ "มือที่สาม" มายุยงเพราะประชาชน/ราษฏรไทยล้วนแล้วแต่เป็นคนรักสงบไม่เรียกร้องอะไรที่เกินเลยไปกว่าที่ควรจะได้ (ชนชั้นนำเป็นผู้ให้) ซึ่งก็จะเป็นแบบแผนการคิดของชนชั้นกลางระดับกลางและบน ได้แก่ การ "โน้มกายลง" ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ซึ่งผู้เดือดร้อนจะต้องยอมรับความต่ำต้อยของตน และรอการช่วยเหลือจากรัฐบาล"คนดี" โดยไม่เคลื่อนไหวร้องขออะไร

“ความสงบเรียบร้อย” จึงเป็นเรื่องของการกีดกันไม่ให้เกิดสำนึก“พลเมือง” แต่จะวางเพดานจำกัดไว้ภายใต้ความหวังดี/ปรารถนาดีของ “คนดี” เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ "สิทธิ" ของพลเมืองหาย และกลายรูปไปเป็นส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐไป แม้"สิทธิชุมชน"ที่ต่อสู่ต่อรองกันมานานหลายสิบปีก็หายไป (อย่างไม่น่าเชื่อ)

จะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับเกิดขึ้นจากฐานความคิดทางการเมืองร่วมกันของกลุ่มชนชั้นนำที่มองเห็นเฉพาะ"อดีต"ของกลุ่มตนเอง มองไม่เห็นความคลื่คลายเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ของสังคมและพยายามกำกับ"อนาคต"ของสังคม ด้วย"อดีต"ที่รุ่งโรจน์ของกลุ่มตนเอง (น่าจะนำคนกลุ่มนี้เข้าชั้นเรียนประวัติศาสตร์ของสังคมนะครับฮา)

ดังนั้น หากสังคมยอมให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การกำกับการเมืองก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของ"คนดี" กับพลเมืองอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ดังได้กล่าวแล้วว่า การรวมกลุ่มกันของชนชั้นนำไม่ได้เป็นลักษณะของการสร้าง "เครือข่าย" ที่แน่นเหนียว หากแต่เป็นการรวมกันอย่างหลวมๆ ในการสร้างความเห็นพ้องของระเบียบทางสังคมการเมือง ซึ่งในที่นี้เสนอให้มองด้วยคำว่า “Party of Order” ซึ่งน่าจะทำให้เห็นและแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลุ่มชนชั้นนำ

การทดลองเสนอให้คิดถึงสายใยความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำในอีกระนาบหนึ่ง ก็เพื่อจะทำให้ไม่เหมารวมมองว่าชนชั้นนำไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และที่สำคัญก็เพื่อที่จะหาทางออกอื่นๆ ให้สังคมไทยพ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองไปได้

แม้ว่ากลุ่มชนชั้นนำไทยจะสร้างความเห็นพ้องในระเบียบการเมืองได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มีเอกภาพหนึ่งเดียวความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารระดับนำ ก็มีให้เห็นโดยตลอดกลุ่มธุรกิจก็มีความแตกต่างทางความคิด และกิจกรรมทางการเมืองมาทุกยุคสมัย เพียงแต่ที่ผ่านมาความแตกต่างและความขัดแย้งที่เป็นส่วนเฉพาะของชนชั้นนำ จึงทำให้เป็นการต่อสู้และช่วงชิงการนำที่ไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอำนาจ

แต่ในวันนี้หนทางรอดของแต่ละกลุ่มเริ่มไม่สอดคล้องกัน การขยับไปลงทุนต่างประเทศของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ทำให้ต้องตระหนักถึงภาพลักษณ์ของประเทศตนเองมากขึ้น การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง/การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การแสวงหาประโยชน์เริ่มหลากหลายมากขึ้น และต้องคำนึงถึงการเปิดให้ประชาชนคนธรรมดาเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น บางกลุ่มเริ่มตระหนักว่าการรักษาอำนาจนำของตนเอง ต้องผ่อนคลายเปิดช่องการดูดซับ/ดูดกลืนประชาชนพลเมืองให้เข้ามาอยู่ร่วมกัน ระบบราชการโดยรวมที่ไร้ประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นก็ถอย/ไม่ยอมผูกพันและรอคอยว่าจะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นนำไทยเองจะทำให้เกิดความเปราะบางของ Party of Order มากขึ้น ความพยายามอย่างสุดขั้วในการจรรโลงระเบียบทางการเมืองอย่างที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่น่าใช่ความปรารถนาร่วมกัน (อย่างแรงกล้า) ในการรักษาระเบียบอีกต่อไปข่าวลือเรื่องการรัฐประหารซ้อนก็แสดงให้เห็นมีความไม่พึงพอใจมากขึ้น

ชนชั้นนำไทยสัมพันธ์กันในรูปแบบการสร้าง Party of Order มาโดยตลอดจึงทำให้สามารถสืบทอดความเป็นชนชั้นมาได้เนิ่นนานเพียงแต่ในช่วงทศวรรษ 2520 ได้แก่การตกผลึกระบบคิดดังกล่าวข้างต้น แต่ก็ไม่ได้อยู่ยงคงกระพันเพราะเมื่อก้าวสู่ทศวรรษ 2540 ก็ถูกท้าทายจนเสียศูนย์ไปมากแล้วหลายฝ่ายก็ได้ตระหนักแล้วว่า ระเบียบการเมืองแบบเดิมใช้ไม่ได้ทั้งหมดอีกต่อไป

ปัญหาการจัดการระบบการเมืองเหลืออยู่ประการเดียว ได้แก่พลเมืองจะสามารถแสดงพลังมากพอ จนกระทั่งทำให้กลุ่มที่ยังมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น กลายเป็นคนกลุ่มน้อยใน Party of Order ได้อย่างไร

ผลที่จะเกิดขึ้นกับร่างรัฐธรรมนูญนี้จะบอกให้เรารู้ว่า ชนชั้นนำไทยรับรู้และปรับตัวทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

รอดูกันครับ