เห็นเค้าโครงกันไปแล้วสำหรับ “รัฐธรรมนูญร่างแรก”
ภายใต้การคุมทีมของปรมาจารย์ด้านกฎหมายอันดับ 1 ของเมืองไทย มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่าฉบับ “ป้องกันการทุจริต”
+++ ขณะเดียวกันปรากฏการณ์ที่ตามมาก็คือ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “อื้ออึง” จากทั้งนักวิชาการ นักการเมือง และภาคประชาชนทั่วไป จนมีการตั้ง “ฉายา” ให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปต่าง ๆ นานา
+++ อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ให้ฉายาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวก” พร้อมกับอธิบายว่า เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้ใส่หมวก
+++ อุทัย บอกว่า การเรียกรัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกก็จะทำให้เห็นว่ามีการปิดอะไรไว้หลายอย่าง อาทิ เรื่องให้ ส.ว.มาจากการคัดสรรแต่ละอาชีพแทนการเลือกตั้ง และหากคนที่มาจากกลุ่มอาชีพมาเป็นตัวแทนปวงชนก็จะปกป้องแค่อาชีพตัวเอง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ปกปิดไว้ ซึ่งแม้จะมีการรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก็เชื่อว่าจะไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาคิดว่าเขาทำดีแล้ว
+++ ขณะที่ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้ฉายาว่า ฉบับ “ลิ้นหัวใจรั่ว เอาชีวิตไม่รอด” เพราะเห็นว่าภาพรวมโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจยังใช้ไม่ได้ ถอยหลังมากกว่าฉบับก่อนๆ
+++ อาจารย์สมบัติ ชี้ถึงจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก เพราะบัญญัติว่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้ต้องใช้เสียงเกินครึ่งของรัฐสภา ซึ่ง กรธ.ตั้งใจเขียนให้แก้ยาก หรือแก้ไม่ได้เลย ยามเกิดวิกฤติ ฝ่ายค้านคงไม่ยกมือเอาด้วยกับรัฐบาลแน่ ส่วนการเปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอกได้ ถ้าการเลือกตั้งไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง เกิดพรรคขนาดกลางยื่นคำขาดกับสองพรรคใหญ่ ให้เปิดทางเอา “คนนอก” มาเป็นนายกฯ ได้ จะทำอย่างไร ผลที่ได้จะยิ่งรุนแรง เอาระบบล้าหลังกลับมาทำไม แม้รัฐธรรมนูญจะมีส่วนดีอยู่บ้างก็ตาม
+++ บุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็เป็นอีกคนที่ออกมาตั้งฉายาให้กับร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นฉบับ “ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เนื่องจากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ได้ลดบทบาทรัฐสภา และ ครม.ลงเหลือแค่ตัวประกอบของระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นสถาบันหลักแห่งอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย พรรคการเมือง และนักการเมือง หรือ ส.ส. แม้ประชาชนเลือกให้มาทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ และรัฐบาลก็ถูกควบคุม และนโยบายพรรคนำมาปฏิบัติไม่ได้ถ้าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ จะแก้รัฐธรรมนูญก็ทำไม่ได้ องค์กรที่เป็นใหญ่กลับกลายเป็นองค์กรอิสระทั้งหลาย
+++ นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นฉบับ “ไทยแลนด์โอนลี่” เพราะไม่เห็นด้วยกับกรณีของนายกฯคนนอก, ที่มาของ ส.ว.ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือก, การให้องค์กรอิสระบางองค์กรมีอำนาจเหนือรัฐสภา, การให้กาบัตรใบเดียว แต่ยังคงมี ส.ส. 2 ประเภท, การแก้รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ทำได้ยาก ต้องได้คะแนนจากทุกพรรค ซึ่งขัดหลักการการปกครองโดยเสียงข้างมาก และเป็นเสมือนระเบิดเวลาในรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีประเทศพัฒนาใดในโลกทำกัน
.......................................
แหลมเชิงดอย : [email protected]








