รัฐบาลเม็กซิโก “ทวงคืน” พลังงาน ยึดกิจการปิโตรเลียมทั้งหมดเมื่อปี 2481 แล้วให้บรรษัทแห่งชาติ Pemex
ดูแลมีอำนาจเบ็ดเสร็จตลอดสายคล้ายกับที่กำลังเสนอให้จัดตั้งในประเทศไทยผ่านไป 78 ปี เม็กซิโกผลิตน้ำมันได้น้อยลงมาก ทำให้ประเทศเสียรายได้ประชาชนสูญเสียโอกาส อีกทั้งพบว่ามีคอร์รัปชันใน Pemex มากแต่ไม่มีใครถูกเอาผิด
ในที่สุดมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปี 2556 ยกเลิกการผูกขาดของบรรษัทพร้อมเปิดทางให้ใช้ระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติมจากระบบจ้างผลิต แม้ Pemex ยังมีสิทธิพิเศษแต่ได้ถูกลดบทบาทให้อยู่ใต้คณะกรรมการการกำกับดูแล ต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถแข่งขันได้ ต้องทำกำไรเอง ไม่ให้เก็บรายได้ทุกอย่างแทนรัฐ
ในปี 2558 ได้เริ่มมีการเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินกิจการได้โดยตรง การประมูลรอบที่ 1 แบ่งเป็นหลายช่วง ช่วงแรกรัฐบาลต้องผิดหวังเพราะประมูลได้เพียง 2 จาก 14 แปลง ช่วงที่ 2 ประสบความสำเร็จดีเพราะได้ผ่อนคลายกติกาและสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น อาทิ ลดเป้าหมายสัดส่วนกำไรขั้นต้น ให้เอกชนได้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น (ก่อนที่สัดส่วนของรัฐจะเพิ่ม) ให้ความยืดหยุ่นในการร่วมทุนและอนุญาตให้ทุกบริษัทประมูลได้ทุกแปลง
ทำให้มีผู้สนใจเข้ามามากขึ้นประมูลได้ 3 จาก 5 แปลง บางแปลงข้อเสนอให้รัฐสูงกว่าขั้นต่ำมาก ทั้งในแง่ผลประโยชน์ และการลงทุนของไทยที่ผ่านมาก็ประมูลทั้งการลงทุนและผลประโยชน์ โดยให้น้ำหนัก 80:20 ตามลำดับ
ช่วงที่ 3 เปิดประมูล 25 แปลงสำเร็จทั้งหมดด้วยการแข่งขันอย่างเข้มข้นใน 3 แปลง มีผู้แข่งขันถึง 14-23 รายใน 15 แปลงมี 6-11 ราย ในบรรดาผู้เข้าร่วม 40 รายซึ่งมีทั้งบริษัทและกลุ่มบริษัท (JV) มีรายหนึ่งประมูลได้ 4 แปลง 6 รายได้รายละ 2-3 แปลง ซึ่งน่าจะช่วยลดต้นทุนได้
แต่น่าสังเกตว่า 15 ใน 25 แปลงได้ข้อเสนอค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จนนักวิเคราะห์มองว่าในราคาตลาดน้ำมันปัจจุบันโครงการเหล่านี้จะไปไม่รอด
ฟังแล้วนึกถึงประเทศไทยที่ระบบสัมปทาน Thailand III ซึ่งให้สัดส่วนกำไรรัฐ 71% ถูกโจมตีว่าแย่ เพราะเขมรเขายัง “เรียก” ได้ถึง 80% แต่ความจริง 80% เป็นเพียงตัวเลขเนื่องจากสูงเกินกว่าศักยภาพทางธรณีวิทยาของเขมร เมื่อเอกชนรู้ว่าไม่คุ้มค่าเขาก็ไม่ลงทุน การผลิตจึงเท่ากับ 0 บาร์เรลต่อวัน รัฐและประชาชนก็ “ได้” ประโยชน์จริง 0 จนทุกวันนี้
มีการวิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วง 50 - 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ปัจจุบันต่ำกว่า 30 ดอลลาร์) ค่าภาคหลวงที่ผู้ชนะประมูลจะสามารถจ่ายได้โดยเสมอตัว (Break-even) ไม่ขาดทุน จะอยู่ที่ 15-27%
ในที่สุดอาจจะต้องมีการคืนพื้นที่ หรือขอเจรจาเงื่อนไขใหม่ ซึ่งจะทำให้การผลิตไม่ราบรื่น
แม้รัฐไม่เดือนร้อนโดยตรงจากการที่เอกชนจะล้ม แต่การล้มหรือแม้แต่สะดุดของเอกชน จะมีผลต่อกระทบต่อรัฐและประชาชน เพราะผลผลิตและรายได้รัฐจะได้ช้าลง หรือได้น้อยกว่าที่ควร คือประเทศจะเสียโอกาสนั่นเอง
เป็นที่สังเกตว่าผู้ชนะประมูลแทบทั้งหมด (22 จาก 25 แปลง) เป็นบริษัทเม็กซิโกหรือ JV ของเม็กซิโกนับเป็นการสร้างภาคเอกชนใหม่ในสาขาสำรวจ-ผลิตปิโตรเลียม ซึ่งรัฐเคยผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว
เอกชนเม็กซิโกตื่นตัวมาก หลายเจ้าคงเข้ามารีบตั้งตัวสร้างความได้เปรียบ (First-mover advantage) ในการประมูลรอบต่อๆ ไปบางเจ้าอาจจะขาดความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยงอย่างบริษัทข้ามชาติ หรืออาจยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่า โดยเฉพาะในเขตที่มีอาชญากรรมสูง โดยทั่วไปน่าจะมีต้นทุนต่ำกว่าต่างชาติ แต่บ้างอาจจะดำเนินการต่ำกว่ามาตรฐานสากล บ้างก็อาจทุนเหลือเพราะเข้าไม่ถึงการแข่งขันระดับสากล
มีการวิเคราะห์ว่ารัฐบาลเม็กซิโกคงจะปรับกลยุทธ์อีกครั้งในอนาคต ไม่ให้การแข่งขันรุนแรงเกินไป!เช่นอาจมีการเก็บเงินช่วงเซ็นสัญญา (signature bonus) หรืออาจกำหนดเพดานค่าภาคหลวงที่จะให้เสนอได้!
ในสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ ประเทศที่เคยพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันย่อมเดือดร้อนมาก ไม่ว่าเวเนซูเอลาซึ่งย่ำแย่อยู่แล้วจากสังคมนิยมสุดโต่งที่เพิ่งประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ซาอุดิอารเบีย ซึ่งถือว่าร่ำรวยมาก ที่กำลังลดการอุดหนุนราคาน้ำมันลดสวัสดิการ แม้กระทั่งมีดำริจะนำบรรษัทแห่งชาติเข้าตลาดหลักทรัพย์!
เม็กซิโกเดือดร้อนเป็น 2 เท่าของซาอุดิอารเบีย เพราะไม่ใช่เพียงราคาที่ลด แต่ปริมาณการผลิตก็ได้ถดถอยลงอย่างมาก หลังจากที่ Pemex เข้ามาผูกขาดและเริ่มแสดงอาการเสื่อมประสิทธิภาพจากช่วงสูงสุด 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2514 เหลือเพียง 2.8 ล้านในปี 2557 รายได้จากปิโตรเลียมเคยมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายของรัฐ
การประมูลช่วงต่อไปจะเป็นพื้นที่ทะเลลึกที่มีศักยภาพสูง คาดกันว่าบริษัทระดับโลก (Oil Majors) จะเข้ามาแข่งขันมากเกณฑ์การคัดเลือกต้องคำนึงถึงศักยภาพในการนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ให้เต็มที่ ซึ่งเอกชนในประเทศอาจจะยังด้อยกว่าแม้มีต้นทุนต่ำกว่าหรือเสนออัตราผลประโยชน์ได้สูงกว่า อัตราที่สูงกว่า x ปริมาณที่ต่ำกว่า อาจมีผลให้เก็บเม็ดเงินได้น้อยกว่า
การเปิดประมูลแข่งขันเสรีที่ก่อให้เกิดการผลิตได้จริง ผลิตต่อเนื่อง และผลิตได้มากตามศักยภาพของธรณีวิทยา ด้วยอัตราผลประโยชน์ที่เหมาะสมย่อมสร้างประโยชน์สูงสุด ทั้งทางตรงต่อรายได้และงบประมาณของรัฐ และทางอ้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ รวมทั้งการจ้างงานและระดับค่าจ้างของประชาชนด้วย






