วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลิกโฉมสิ่งเก่าไร้ค่า ให้มีประโยชน์ทันสมัย

อะไรที่เก่าจนใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว แต่ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม ก็ควรเก็บรักษาอย่างดี ไม่ปล่อยทิ้งขว้าง

ในช่วงที่ใครๆก็พาเหรดออกมารณรงค์ให้ทุกคนพยายามคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ นัยว่าให้ทุกคนปรับความคิดเปลี่ยนทัศนคติให้สอดรับกับบริบทโลก อะไรที่เก่าจนใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว แต่ยังมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคม ก็ควรจะมีการเก็บรักษาอย่างดี ไม่ปล่อยทิ้งขว้าง โดยคิดว่ามันจะสูญสลายไปได้ด้วยตัวเองในระยะเวลาสั้น ส่วนสิ่งใดที่ไร้ค่าโดยตัวมัน แต่อาจมีค่าเมื่อนำส่วนประกอบไปถอดและใช้ใหม่ในรูปแบบอื่น ก็ควรที่จะคำนึงถึง แต่ถ้าไม่อยู่ในสภาพที่จะเอาไปทำอะไรได้อีก ก็ลองคิดถึงการทำลายในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ให้เป็นภาระสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมกันอีก

 เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสอ่านข่าวทางออนไลน์ ซึ่งมีการรายงานกันออกมาจากหลายสำนักข่าวของต่างประเทศ ชื่อหัวข้อข่าวว่า “Emerging from the Reinvent Payphones design challenge” ใช่ครับ เนื้อหาข่าวจำเพาะเจาะจงไปที่โทรศัพท์แบบจ่ายเงิน หรือโทรศัพท์สาธารณะแบบหยอดเหรียญ ใช้เครดิตการ์ด หรือการ์ดโทรศัพท์ก็ตาม ซึ่งในอดีตมีการติดตั้งไปทั่วทุกหัวถนน ในยุคที่การสื่อสารยังมีสาย ต้นทุนการวางโครงข่ายยังมีข้อจำกัดและราคาแพง อีกทั้งไม่ใช่ว่าใครจะขอเลขหมายโทรศัพท์กันได้ง่ายๆ

 เป็นเรื่องปกติธรรมดามากที่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยใช้ ถึงไม่เก่าเก็บ เสียหาย ก็อาจจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกแล้ว อันเนื่องมาจากระบบในปัจจุบันไม่รองรับกับการใช้งานของมันอีกต่อไป หรือไม่ก็ถูกปฏิเสธจากการมีสิ่งใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แน่นอนเป็นผลพวงของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมที่เกิดขึ้นทุกวัน จนบางครั้งก็วิ่งไล่ตามไม่ทัน

 ในเนื้อข่าวได้ยกตัวอย่างในปัจจุบันที่โทรศัพท์แบบมีสายตามบ้านเรือน ไม่ได้รับความนิยม เพราะทุกคนหันไปใช้โทรศัพท์พกพาแบบไร้สายกันหมด ที่สำคัญมันเป็นมากกว่าโทรศัพท์ที่เอาไว้พูดคุยสื่อสารด้วยเสียงเท่านั้น หากแต่มันคือคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ที่มีขีดความสามารถสูง และเต็มไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานสารพัดอีกต่างหาก แต่กระนั้นมันก็ยังจำกัดการทำงานด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ต แม้ว่าในกรุงเทพมหานครและในเมืองใหญ่ๆหลายแห่งในประเทศต่างๆ เข้าสู่ยุค 4G กันแล้วก็ตาม แต่สัญญาณก็ยังคงไม่ครอบคลุม

 ผู้ให้บริการหลายรายพยายามที่จะอุดช่องว่างของการกระจายสัญญาณด้วย จุดปล่อยสัญญาณไวไฟ (WIFI) ตามอาคารเสริมเข้าไปแทน แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้มากนัก จุดปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตไวไฟสำหรับสาธารณะ อาจจะเป็นอีกคำตอบหนึ่งในการพัฒนาโครงข่ายให้เข้าถึงได้ทุกครัวเรือนและทุกแห่งหน อย่างแท้จริง

 กรณีนครนิวยอร์ค (New York) ที่ลงทุนติดตั้งจุดปล่อยสัญญาณไวไฟสาธารณะ LinkNYC access points ตั้งแต่ พ.ย. 2014 จนมีทั้งหมดมากกว่า 500 จุดเมื่อกลางปี 2015 และใช้เวลาทดสอบการทำงาน 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะขยายไปให้ทั่ว

 โดยเมื่อโครงข่ายติดตั้งครบเต็มทั้งระบบ จะมีจุดให้สัญญาณสูงถึง 7,500 จุดทั่วเมือง โดยเข้าไปแทนที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะเดิมที่เลิกใช้งานไปแล้ว แต่ละจุดจะมีพอร์ตชาร์จไฟแบบ USB หน้าจอสำหรับเข้าชมเว็บแบบสัมผัส และหน้าจอโฆษณาขนาด 55 นิ้ว 2 จอ คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการโฆษณามากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่การบริการดังกล่าว กรณีนี้ทำให้นึกถึงตู้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ตามริมถนนในประเทศไทย ที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ผุพัง ทั้งที่กว่าจะตัดสินใจใช้เงินเพื่อรื้อถอนการใช้งาน และบางส่วนที่ยังตั้งเป็นวัตถุโบราณแบบไร้คนเหลียวแล

 จะสังเกตได้ว่าไม่ว่าจะทำโครงการใดๆก็ตาม แม้แต่โครงการเพื่อสาธารณะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนึกถึง Business Model หรือคิดวางแผนไปล่วงหน้าว่า สิ่งที่กำลังจะทำอยู่นั้น จะยั่งยืนและอยู่รอดด้วยตัวเองได้อย่างไรโดยไม่เป็นภาระในอนาคต นี่เป็นประเด็นสำคัญที่บริการสาธารณะในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะผู้รับผิดชอบหรือเจ้าของโครงการ มักคิดเพียงแต่จะคิดโครงการเพื่อของบรัฐมาดำเนินการ ซึ่งโดยมากจะมีแต่งบติดตั้ง งบสร้าง หากแต่ไม่เคยคิดไปถึงการบำรุงรักษา และทำอย่างไรให้มันยั่งยืน จนสุดท้ายมาจบลงที่วลีเด็ดว่า “ไม่มีงบ หรืองบหมด”

 ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่อยากจะทำงานแบบมืออาชีพ ไม่ใช่เพียงแค่คิดในสิ่งใหม่ และพยายามทำให้เกิดขึ้นได้เท่านั้น หากแต่จะต้องคำนึงถึงผลลัพธ์และความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งผลกระทบในทางลบที่จะต้องให้มีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยได้ยิ่งดี และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม การพิจารณาโครงการภาครัฐจึงหมดยุคที่คิดหรือทำให้มันจบไปในปีหนึ่งๆ แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง ยิ่งถ้าได้รับการตอบรับที่ดีมีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความเป็นเจ้าของ ร่วมคิดร่วมสร้างร่วมดูแลรักษาแล้ว โครงการนั้นจึงจะถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง