วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Facebook กับการลงทุนเพื่ออนาคต

ในชั้นเรียนวิชากลยุทธ์ คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถามไม่ว่าสอนนิสิตหรือผู้บริหาร คือ Facebook กำลังรุ่งหรือร่วง?

เมื่อให้ผู้เรียนยกมือกันแล้วมักจะพบว่าส่วนใหญ่แล้วมากกว่าครึ่งจะยกมือคิดว่า Facebook กำลังร่วง ทั้งนี้เนื่องจากพวกเราอาจจะมองจากการใช้งาน Facebook ในปัจจุบันของพวกเราว่าเริ่มมีสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ทั้ง Line หรือ Instagram มาแย่งเวลาของพวกเราจาก Facebook

อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Facebook ได้ประกาศผลการดำเนินงานของไตรมาส 4 ปีที่แล้วออกมาก็สร้างความตะลึงให้กับบรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างประเทศกันพอสมควรนั้น คือในไตรมาสที่แล้ว Facebook มีกำไรมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์นั้น คือกำไรนะครับไม่ใช่รายได้ (ท่านผู้อ่านลองคิดเป็นเงินไทยเองนะครับ)

ที่น่าสนใจคือ Facebook ไม่น่าจะหยุดเพียงแค่นี้ แต่เชื่อว่าอนาคตก็จะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ส่วนใหญ่มาจากสิ่งที่ Facebook ได้ลงทุนไว้ในอดีตครับในอดีตช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็น Facebook ลงทุนในหลายๆ ธุรกิจที่ตอนนั้นเราสงสัยว่าลงทุนหรือซื้อไปทำไมแต่ตอนนี้ สิ่งที่ลงทุนในอดีตเริ่มออกดอกออกผลแล้วแถมที่น่ากลัวคือหลายๆ ธุรกิจหรือบริการของ Facebook ทาง Facebook ยังไม่ได้หาเงินได้อย่างเต็มศักยภาพเลย

ทุกท่านคงทราบกันอยู่แล้วว่า รายได้หลักของ Facebook มาจากค่าโฆษณา และ 80% ของรายได้ค่าโฆษณาของ Facebook มาจาก Mobile Ads หรือโฆษณาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลาย ซึ่งรายได้จากโฆษณาบน mobile ของ Facebook ก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะหล่นลงมาจากฟ้านะครับมีเรื่องเล่ากันว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา พอ Facebook เริ่มเห็นพฤติกรรมของผู้ใช้งานตนเองที่เข้า Facebook จากอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลายมากขึ้น Mark Zuckerberg ก็ให้เอาเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทเลย Zuckerberg เคยเล่าด้วยครับว่า ถ้ามีพนักงานเข้ามาพร้อมจะนำเสนอในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ desktop เขาจะไล่ให้ออกจากห้องไปเลย ณ​ ตอนนั้นทุกลมหายใจของ Zuckerberg จะต้องเกี่ยวข้องกับ Mobile

ที่สำคัญคือ Facebook ลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบอื่นที่เกี่ยวข้องมากจนทำให้สามารถที่รู้ข้อมูลของผู้เข้าใช้ระบบทุกคน และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการขายโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่สุดเรียกได้ว่า ปัจจุบันการโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีประสิทธิภาพที่สุดก็ต้องนับ Facebook อยู่ในแถวหน้าของสื่อต่างๆ แล้วครับ

นอกจากการมุ่งเน้นใน Mobile-products แล้ว ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่าเมื่อปี 2012 Facebook ทุ่มเงินถึง $1 billion (หนึ่งพันล้านดอลลาร์) เข้าซื้อ Instagram ซึ่งในช่วงดังกล่าวคนเริ่มหันมาเล่นเจ้า IG กันมากขึ้น ในช่วงนั้นนักวิเคราะห์หลายท่านก็สงสัยว่า Facebook ซื้อ IG มาทำไมในเมื่อตอนนั้น IG ยังไม่มีรายได้หรือกำไรเลยแต่มาปี 2015 Facebook ก็เริ่มขายโฆษณาบน IG แล้ว (เชื่อว่าการกระโดดในกำไรของ Facebook นั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก IG ด้วยครับ แต่ Facebook ไม่ได้เปิดเผยผลประกอบการของ IG)

COO ของ Facebook ที่เป็นผู้หญิงเก่งชื่อ Sheryl Sandberg เปิดเผยว่าในผู้ที่โฆษณาบน Facebook สูงสุด 100 อันดับแรก 89 รายก็โฆษณาบน IG ด้วยแสดงว่าตอนนี้ทาง Facebook สามารถเริ่มที่จะทำเงินจากเจ้า IG โดยการขายโฆษณาเช่นเดียวกับบน FB แล้ว

ทีนี้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งลืมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ FB อีกนะครับ ทั้งเจ้า video ที่อยู่บน FB ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ FB ดูวิดีโอเหล่านี้มากกว่า 100 ล้านชั่วโมงต่อวันแต่ FB ก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการหารายได้จาก video เหล่านี้เท่าที่ควร (หรืออาจจะมีไม้เด็ดเก็บไว้ต่อไปก็ได้) หรือทั้ง WhatsApp และ Facebook Messenger ที่เป็นอันดับ 1, 2 ของโลกในแง่ของ messaging apps ที่ Facebook ก็ยังไม่ได้หารายได้อย่างเป็นรูปธรรมล่าสุดเมื่อสิ้นปี 2015 WhatsApp มี monthy active users (พวกที่ใช้งานเป็นประจำ) ถึงหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก

เราต้องไม่ลืม Oculus VR ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเล่น Virtual-Reality ที่ FB ไปซื้อมาเมื่อหลายปีก่อนด้วยนะครับปีนี้เชื่อกันว่าเทคโนโลยีด้าน VR จะมาแรงและเริ่มใช้กันมากขึ้นและ FB ก็มีแผนจะขายเจ้าผลิตภัณฑ์ VR ตัวนี้ในเดือนมีนาคมนี้ด้วยครับ

สรุปคือ ในอนาคตรายได้จากการโฆษณาบน Facebook เองก็จะมีแต่เพิ่มยังไม่น่าลดขณะเดียวกัน ก็จะมีรายได้จากการโฆษณาบน IG มากขึ้นอีกทั้งคงจะมีช่องทางในการหารายได้เพิ่มทั้งจาก video, Facebook messenger, WhatsApp และ Oculus VR แสดงให้เห็นถึงโอกาสเติบโตของบริษัท Facebook ในอนาคตและที่สำคัญสิ่งที่จะก่อให้เกิดรายได้ของ Facebook ในอนาคตนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งสิ้น เรียกได้ว่า Facebook มีกลยุทธ์ในการลงทุนเพื่ออนาคตจริงๆ ครับ