วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อันเนื่องมาจากเรื่องปราชญ์มองโลก

เมื่อสัปดาห์ต้นเดือน สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชั้นแนวหน้าผู้มีร่างกายพิการจนพูดไม่ได้ บรรยายเรื่องหลุมดำในจักรวาล

 ผ่านเครื่องสังเคราะห์เสียงพูด เนื้อหาของการบรรยายดูจะไม่ค่อยได้รับความสนใจและแพร่กระจายออกไปนอกวงการวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ปราชญ์ชาวอังกฤษผู้นี้รั้งเก้าอี้ศาสตราจารย์ซึ่งครั้งหนึ่งไอแซค นิวตัน ครองและมีมุมมองน่าสนใจยิ่งส่วนมุมมองที่ได้รับความสนใจ และแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางมาจากการให้สัมภาษณ์ก่อนที่เขาจะเริ่มบรรยายเขามองว่า ในช่วงเวลา 1,000-10,000 ปี โลกใบนี้มีโอกาสถูกทำลายสูงมากแทบเต็มร้อย ตัวทำลายจะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์เองเทคโนโลยีที่เขายกมาเป็นตัวอย่างได้แก่อาวุธนิวเคลียร์และไวรัสที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรม

ณ วันนี้ชาวโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจใช้ทำลายโลกได้ภายในพริบตาแล้ว แต่ยังไม่มีไวรัสตัดแต่งพันธุกรรมจำพวกมีผลร้ายจนอาจทำลายโลก แม้จะมองว่าโลกมีโอกาสที่จะถูกทำลายจากเทคโนโลยี แต่สตีเฟน ฮอว์คิง มิได้เสนอให้ยุติการค้นคว้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆ หากเสนอให้ทำความเข้าใจในอันตรายของมันและใช้มาตรการควบคุมอย่างเคร่งครัด อันตรายที่เขาพูดถึงเป็นเสมือน “คำสาปของเทคโนโลยี” ที่มักแฝงมากับเทคโนโลยีใหม่แม้เขาจะมิได้เรียกมันเช่นนั้นก็ตาม

อันตราย หรือคำสาปของเทคโนโลยีใหม่อาจต้องใช้เวลานานจึงจะมองเห็น หรืออาจจะมองเห็นได้ยากนอกจากจะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการและมีความเชี่ยวชาญจริงๆ นอกจากนั้น ทั้งที่ยอมรับกันแล้วว่ามันมีอันตรายแต่อิทธิพลของผู้ได้ประโยชน์มักทำให้การหยุดใช้แทบไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ผลิตพืชอาหารได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งเรียกกันว่าการปฏิวัติสีเขียว เทคโนโลยีใหม่ส่งผลให้ชาวโลกกระโดดโลดเต้นเพราะคิดว่าต่อไปจะไม่มีความอดอยาก แต่หลังจากเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ ชาวโลกนับร้อยล้านยังขาดอาหารแสนสาหัสและยังจะขาดต่อไปในขณะเดียวกันอันตรายจากการใช้เทคโนโลยีนั้นกำลังทำให้ชาวโลกประสบปัญหาซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นจากสารเคมีที่ทำลายดินและน้ำ จากการทำลายป่าเพื่อนำพื้นดินมาใช้ในการเพาะปลูก หรือจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อใช้ทำระบบชลประทานส่วนเรื่องการจะหยุดใช้สารเคมีทำได้ยากมาก เนื่องจากบริษัทผลิตสารเคมีที่เป็นอันตรายร้ายแรงมีเงินมากและมักเข้าถึงอำนาจทางการเมือง ในหลายๆ กรณี สารเคมีที่มีอันตรายถูกห้ามใช้ในประเทศก้าวหน้า แต่ในประเทศกำลังพัฒนายังใช้กันอย่างกว้างขวางเพราะความฉ้อฉลและอิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทผู้ผลิต

ในด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการเศรษฐกิจมีเทคโนโลยีที่คนทั่วไปอาจไม่คิดว่าเป็นเทคโนโลยี กล่าวคือ ระบบตลาดเสรีซึ่งมีอะดัม สมิธเป็นต้นคิดของหลักการหลายอย่าง และรวบรวมหลักการต่างๆ ออกมาเป็นตำราเมื่อปี 2319 ตำราเล่มนั้นมีประโยชน์อย่างไรและแฝงคำสาปมาด้วยอย่างไร ผู้อยู่นอกวงการและผู้อยู่ในวงการแต่ขาดความเชี่ยวชาญจริงๆ มักไม่รู้ตัวอย่างง่ายๆ ได้แก่เรื่องการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) ทั้งสองอย่างมีผลดีที่ทำให้สามารถผลิตอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น อันเป็นการนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการมีรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน สิ่งที่มักไม่มีใครตระหนักคือ ทั้งสองอย่างนั้นนำไปสู่การเพิ่มความเสี่ยง ทั้งนี้เพราะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียวแต่ทำย่างอื่นไม่ได้ต้องอาศัยการซื้อขายกับผู้อื่น เมื่อเกิดอะไรขึ้นจนต้องหยุดการค้าขาย ผู้นั้นอาจอยู่ไม่รอด เรื่องทำนองนี้มีเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ซึ่งอาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ Collapse ของ Jared Diamond (มีฉบับแปลเป็นไทยชื่อ “ล่มสลาย” และบทคัดย่อภาษาไทยในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา (http://www.bannareader.com)

ในเมืองไทยกระบวนการแบ่งงานกันทำก้าวหน้ามากจนในปัจจุบันการต้มไข่ก็ต้องให้ร้านค้าทำ จริงอยู่การแบ่งงานให้ร้านค้าทำเช่นนั้นนำไปสู่การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพี แต่ผู้ที่ทำอะไรไม่เป็นแม้กระทั่งต้มไข่ มีชีวิตที่เสี่ยงอันตรายสูงมาก ด้วยเหตุนี้ผู้กำนโยบายที่ยึดเป้าหมายในด้านการขยายจีดีพีเป็นหลักจึงพึงตระหนักไว้ให้มากด้วย

สำหรับเรื่องอันตรายที่แฝงมากับระบบตลาดเสรี ยังมีอีกสองด้าน ซึ่งอะดัม สมิธ มิได้พูดถึง หรือพูดถึงแบบผ่านๆ ไปและไม่ค่อยมีใครตระหนัก ด้านแรกได้แก่อันตรายอันเกิดจากการใช้ระบบตลาดเสรีแบบไม่มีจรรยาบรรณ อะดัม สมิธ มิได้เน้นเรื่องความสำคัญของจรรยาบรรณเพราะเขาได้เขียนไว้ในตำราอีกเล่มหนึ่งซึ่งพิมพ์ออกมาก่อนหน้าตำราเล่มดังกล่าวแล้ว ด้านที่สอง เป็นอันตรายอันเกิดจากการผลักดันให้เกิดการใช้จ่าย หรือการบริโภคเพิ่มขึ้น จริงอยู่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่ความก้าวหน้าในการค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆ แต่ถ้ามันเพิ่มขึ้นไปถึงในระดับไร้เหตุผล มันจะสร้างปัญหามากกว่าสร้างผลดี ด้วยเหตุนี้ อะดัม สมิธ เอง จึงดำเนินชีวิตแบบสมถะแม้จะสามารถใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือยก็ตาม

เนื่องจากอันตรายร้ายแรงที่แฝงมากับเทคโนโลยีใหม่อาจมองเห็นได้ยาก หรืออาจแก้ไม่ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟังปราชญ์เช่นอะดัม สมิธ และ สตีเฟน ฮอว์คิง หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านแนวคิดของพวกเขาในกรณีคำสาปของระบบตลาดเสรี ณ วันนี้เรามีวิธีแก้ไขด้วยการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ส่วนในกรณีของการตัดแต่งพันธุกรรมอันตรายยังไม่เป็นที่แน่นอน สหภาพยุโรปจึงยึดหลักกันไว้ก่อนดีกว่า แก้โดยการห้ามอาหารที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม เมืองไทยผลิตอาหารได้เกินเพียงพอ แม้จะไม่อาศัยการตัดแต่งพันธุกรรม ฉะนั้น เราจะไม่ทำตามสหภาพยุโรปหรือ?