วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสและเวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ แม้จะใช้ภาษาเหมือนกัน

แต่ภาวะใน 2 ประเทศนั้นต่างกันปานขาวกับดำเศรษฐกิจของฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะซบเซาเท่านั้นเนื่องจากยังขยายตัวบ้างเล็กน้อย มิได้ถดถอยอย่างร้ายแรงเช่นของเวเนซุเอลา อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสมักใช้เยอรมนีเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ อัตราการว่างงานของฝรั่งเศสอยู่ในระดับร้อยละ 10.6 ซึ่งไม่สูงนักหากเปรียบเทียบกับอัตราของสหภาพยุโรปโดยรวม (ร้อยละ 9.8) และของสมาชิกขนาดใหญ่อีกหลายประเทศที่ไม่มีท่าทีว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น สเปน (กว่าร้อยละ 21) และอิตาลี (กว่าร้อยละ 11) แต่อัตราของฝรั่งเศสยังสูงมากหากเปรียบกับของเยอรมนี (ร้อยละ 4.2)

มาตรการที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะใช้ในภาวะฉุกเฉินเป็นเงิน 2 พันล้านยูโร หรือต่ำกว่าร้อยละ 0.01 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศในช่วงเวลา 2 ปีเพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่จ้างผู้ว่างงาน หรือหนุ่มสาวที่เพิ่งเข้าตลาดแรงงาน นอกจากนั้น จะมีโครงการฝึกงานอาชีพให้คนหนุ่มสาวอีกราว 5 แสนคน เงินที่นำมาใช้จ่ายจะโยกย้ายมาจากส่วนอื่นของงบประมาณ ปัจจัยเหล่านั้นทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่าประธานาธิบดีฟรังก์ซัว อัลลอง ต้องการปูทางสู่การหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีหน้า มากกว่าจะต้องการแก้ปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจ

ส่วนในเวเนซุเอลา เศรษฐกิจติดลบมา 2 ปีติดต่อกันจากร้อยละ 3 เมื่อปีก่อนเป็นร้อยละกว่า 4 เมื่อปีที่แล้ว จริงอยู่ตัวเลขการว่างงานของทางการจะอยู่ที่ราวร้อยละ 8 ซึ่งดูไม่ร้ายเท่าของฝรั่งเศส แต่ตัวเลขเหล่านั้นอาจเปรียบเทียบกันไม่ได้เนื่องจากอาจใช้นิยามต่างกัน ตัวเลขที่ชี้วัดปัญหาของเวเนซุเอลาได้ชัดแจ้งกว่าได้แก่อัตราเงินเฟ้อซึ่งร้ายแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี จนขณะนี้อยู่ที่ราวร้อยละ 180 ต่อปี แม้จะร้ายแรงมาก แต่อัตรานั้นยังต่ำกว่าอัตราของราคาอาหารซึ่งเพิ่มขึ้นสูงกว่านั้นมากเนื่องจากเวเนซุเอลาขาดเงินตราที่จะนำอาหารเข้ามาจากต่างประเทศได้เพียงพอ รัฐบาลจะขึ้นภาษีในบางกรณีเพื่อนำรายได้มาสนับสนุนโครงการสวัสดิการต่างๆ และหาทางนำเข้าอาหารเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน

ในการประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลเวเนซุเอลาจะบริหารประเทศผ่านการใช้กฤษฎีกาเป็นเวลา 6 เดือน การยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเช่นนั้นทำให้มองได้ทันทีว่า รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาทางการเมืองไม่น้อยกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว ฝ่ายค้านได้เสียงข้างมาก รัฐบาลต้องการข้ามหัวรัฐสภาแต่ทำไม่ได้หากไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญส่วนเวลา 6 เดือนนั้นอาจมองได้ว่ารัฐบาลคาดว่าจะเพียงพอสำหรับการรอให้ศาลตัดสินยกเลิกการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลเชื่อว่าศาลจะทำเช่นนั้นเพราะฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงฝ่ายตุลาการได้แบบแทบจะสมบูรณ์แล้ว

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เวเนซุเอลาน่าสนใจกว่าฝรั่งเศสทั้งจากมุมมองของการเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน และจากการถูกสาปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ คอลัมน์นี้พูดถึงปัญหาในประเทศละตินอเมริกาหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอาร์เจนตินาเนื่องจากอาร์เจนตินาเคยใช้นโยบายประชานิยมจนล่มจม แต่เมืองไทยมองไม่เห็นบทเรียนจึงนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2544 หากจะมองหาบทเรียนจากนโยบายที่ผิดพลาดของประเทศกำลังพัฒนา เวเนซุเอลาน่าจะให้บทเรียนหลายด้านกว่าอาร์เจนตินาเสียอีก

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เวเนซุเอลามีน้ำมันดิบที่ค้นพบแล้วมากที่สุดในโลก และครั้งหนึ่งเคยส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก เวเนซุเอลาเสียตำแหน่งนั้นไป เพราะน้ำมันของเวเนซุเอลามีสารจำพวกกำมะถันเจือปนสูงมาก ทำให้ขายยากเนื่องจากต้นทุนในการกลั่นสูง กระนั้นก็ตาม เวเนซุเอลายังเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ในบรรดาผู้ส่งออกน้ำมัน สำหรับเวเนซุเอลาในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แทนที่การมีน้ำมันจะเป็นเสมือนพรสวรรค์ มันกลับเป็นคำสาป ทั้งนี้เพราะรายได้มหาศาลจากการขายน้ำมันนำไปสู่การดำเนินนโยบายผิดพลาดมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไม่เคยปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างจริงจังทั้งที่รัฐมนตรีคนสำคัญผู้ควบคุมนโยบายด้านน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติเคยเตือนไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนให้ระมัดระวังอย่างเคร่งครัด เพราะน้ำมันคือ “อุจจาระของปีศาจ” (Devil’s Excrement)

มองโดยรวมรายได้มหาศาลจากการขายน้ำมันนำไปสู่ความย่ามใจจนใช้จ่ายกันอย่างสุรุ่ยสุร่ายของชนชั้นผู้นำ ความเขลาทำให้พวกเขามองไม่เห็นว่ารายได้นั้นไม่มั่นคงจึงไม่นำไปลงทุนในสิ่งที่จะทำให้เกิดรายได้มาทดแทนในยามที่ราคาน้ำมันตกต่ำและเมื่อน้ำมันหมดไปในที่สุด ความเขลาถูกซ้ำเติมด้วยความฉ้อฉลนโยบายประชานิยมแบบเลวร้าย ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลาเป็นเสมือนคนง่อยที่รอคอยของแจกจากรัฐบาล พื้นดินอันอุดมซึ่งครั้งหนึ่งใช้ผลิตอาหารได้มากมายพร้อมกับผลิตกาแฟและโกโก้ขายได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลกถูกทอดทิ้งเพราะเกษตรกรอพยพเข้าเมืองเพื่อไปรอของแจกจากรัฐบาล นานเข้า ลูกหลานของพวกเขาก็ลืมหลักการพึ่งตนเองแบบชาวชนบท และการทำเกษตรกรรมส่งผลให้เวเนซุเอลาต้องพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศ การไม่ลงทุนในสิ่งที่จะทำให้เกิดรายได้ส่งผลให้เวเนซุเอลายังต้องพึ่งรายได้จากการขายน้ำมันถึงร้อยละ 90 ทั้งที่เวลาได้ผ่านไปหลายสิบปีหลังวันที่รัฐมนตรีคนนั้นกล่าวเตือน ด้วยเหตุนี้ ประเทศจึงเดินเข้าสู่ภาวะวิกฤติเกือบจะทันที เมื่อราคาน้ำมันตกลงมากว่าครึ่งในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

ทั้งที่เวเนซุเอลามีบทเรียนสดๆ ให้ดูแต่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนรู้ จึงยังถูกทรัพยากรธรรมชาติที่ตนมีอยู่จำนวนมากสาปให้ต้องล้มลุกคลุกคลาน