เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ฟังท่านนายกฯ เปิดใจถึงปัญหาบ้านเมือง
และความพยายามของท่านในการจัดการปัญหาต่างๆ แล้วก็รู้สึกเห็นใจ เพราะต้องยอมรับว่าเมืองไทยปัญหาเยอะจริงๆ แตะไปตรงไหนก็มีแต่ปัญหา
แถมแต่ละปัญหาก็มีกลุ่มผลประโยชน์ ที่ได้รับประโยชน์กันปรีดิ์เปรมอยู่ พอยื่นมือเข้าไปแก้ก็จะกระทบกลุ่มผลประโยชน์เหล่านั้น ก็เกิดอาการโวยวาย ใส่ร้าย บิดเบือน ตอบโต้กันไม่หยุดหย่อน จนท่านนายกฯ ต้องไล่ให้ทุกกลุ่มกลุ่มฝ่าย ซึ่งท่านจำแนกว่ามี 6 กลุ่ม(นักการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ) ไปปฏิรูปตัวเอง
ช่วงหนึ่งท่านพูดถึงปัญหา การตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่... ปัญหานี้น่าสนใจ เพราะขนาดเรื่องพระเรื่องเจ้าก็มีปัญหาเช่นกัน มีกลุ่มค้าน “สมเด็จช่วง” หรือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยให้เหตุผลว่าใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกาย
ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าแก้ยาก เพราะกฎหมายเขียนเอาไว้ชัด ซึ่งขอนำมาแจกแจงให้ดูดังนี้
กฎหมายที่เกี่ยวข้องตรงๆ มีเพียงฉบับเดียว คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 พบว่ากฎหมายเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยในมาตรา 7 วรรคแรก บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง” หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
จากนั้นในวรรค 2 ของมาตรา 7 ได้บัญญัติถึงขั้นตอนในการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช กล่าวคือ “ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
ฉะนั้นขั้นตอนการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชที่อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มหาเถรสมาคม หรือ มส.จะประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบนามสมเด็จพระสังฆราช โดยพิจารณาจาก สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ จากนั้นจึงเสนอนามให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
อย่างไรก็ดี กฎหมายมาตราเดียวกันในวรรคสาม ได้บัญญัติป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้าด้วยว่า “ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
นั่นแสดงว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับเรื่อง “อาวุโสโดยสมณศักดิ์” ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช
ย้อนกลับไปดูพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 5 ทวิ จะพบว่า ได้ให้นิยามของคำว่า “สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” เอาไว้ หมายความว่า สมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับสถาปนาก่อนสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ถ้าได้รับสถาปนาในวันเดียวกันให้ถือรูปที่ได้รับสถาปนาในลำดับก่อน
ปัจจุบัน สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ คือ “สมเด็จช่วง” ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอยู่ในขณะนี้ด้วย
โดย “สมเด็จช่วง” รับตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามมติมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557 ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ มาตรา 10 ที่บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช”
ฉะนั้นการดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชของ “สมเด็จช่วง” ในปัจจุบัน ก็คือการยืนยันคุณสมบัติการเป็น “สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับสมเด็จพระราชาคณะ ที่จะได้รับการเสนอนามเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคม
คำถามก็คือเมื่อ “สมเด็จช่วง” ท่านมีคุณสมบัติตามกฎหมาย การจะไม่เสนอนามท่านมีเหตุผลอะไร และเหตุผลนั้นมีบัญญัติไว้ในกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่มี แล้วจะให้ผู้รับผิดชอบ (มหาเถรฯ, นายกฯ) ทำอย่างไร? ถือเป็นคำถามย้อนกลับยังกลุ่มผู้คัดค้านว่า สมควรแสวงหาทางออกหรือทางเลือกมาด้วย ไม่ใช่ค้านอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศ ก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้ในการแก้ไขปัญหา แค่ความตั้งใจดีอย่างเดียวคงไม่พอ แต่การทำความเข้าใจ และการที่ท่านทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่ามีความจริงใจ มีเหตุผล ยึดถือผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง เป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนต้องฟัง... นั่นต่างหากจึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้
ฉะนั้นวันนี้ท่านต้องถามตัวเองว่าท่านเป็นคนๆ นั้นหรือยัง เป็นนายกฯ ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือศรัทธาหรือยัง หรือว่าเสื่อมไปแล้วจากการละเลยปัญหาเชิงความรู้สึกเรื่องอุทยานราชภักดิ์และอื่นๆ
ถ้าเป็นอย่างนั้นปัญหาก็อยู่ที่ตัวท่านเอง อย่าโทษคนอื่น เพราะท่านตัดสินใจยึดอำนาจเข้ามา ประชาชนไม่ได้หย่อนบัตรเลือกท่านเข้ามานะครับ









