วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“หญิงบริการ” กับ “ความมั่นคงระหว่างประเทศ”

“หญิงบริการ-ความมั่นคงระหว่างประเทศ-ความปลอดภัยของโลก” สามคำนี้สามารถมีความสัมพันธ์กันได้อย่างน่าแปลกใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงว่าเรื่องของ “หญิงบริการ” เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 80 ปีมาแล้ว แต่สองคำหลังนั้นเกี่ยวกับโลกปัจจุบัน

“หญิงบริการ” ในที่นี้มาจากคำว่า “Comfort Women” (หญิงให้ความสบาย) ซึ่งแปลมาจากภาษาญี่ปุ่นเป็นคำสุภาพแทนคำว่า “หญิงโสเภณี” ซึ่งในกรณีนี้เกี่ยวพันกับการลักพาตัว การบังคับ หลอกลวง ล่อหลอก หญิงจำนวนมากให้เป็น “หญิงบริการ” ให้ทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945)

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2015 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้มีข้อตกลงกันในประเด็น Comfort Women (CW) ซึ่งเรื้อรังมายาวนาน และเป็นเรื่องที่ทำให้สองประเทศนี้กินแหนงแคลงใจกันมากว่า 20 ปี แทนที่จะประสานร่วมมือกันคานอิทธิพลของจีน และต่อต้านศัตรูร่วมกัน คือเกาหลีเหนือ ก็มัวแต่หมางใจกัน จนเพิ่งตกลงกันได้ในครั้งนี้

เรื่อง CW นี้ก็มีอยู่ว่า กองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นเมื่อยึดเซี่ยงไฮ้ได้ในปี 1937 ก็มีการตั้ง Comfort Stations (CS ซ่องนั้นแหละแต่เรียกอย่างสุภาพ) ขึ้นโดยหาอาสาสมัครจากหญิงญี่ปุ่นให้มาเป็น “หญิงบริการ” ให้ทหารผู้หาญกล้า มีการจัดอย่างเป็นระบบ มีการตรวจโรค มีที่เป็นสัดส่วน (ในค่ายทหารและในแนวหน้า) แต่เมื่อลัทธิทหารของญี่ปุ่นแพร่กระจายก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มากขึ้นก็มีจำนวนทหารมากขึ้น จำนวน CW สัญชาติญี่ปุ่นก็ไม่เพียงพอและทางการเห็นว่าสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ดังนั้นจึงต้องหันมาหาซัพพลายจากท้องถิ่น เนื่องจากมี CS มากขึ้นเป็นลำดับในหลายประเทศ

กระบวนการจัดตั้ง CS ขึ้นนี้ก็กระทำอย่างเป็นระบบ และไม่ขัดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งยอมรับเรื่องการมีหญิงโสเภณีในสังคมอย่างเปิดเผยมายาวนาน สำหรับซัพพลายในเขตเมืองทางการอาศัยคนกลางเป็นคนหา และมีการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวันอย่างโจ่งแจ้ง อย่างไรก็ดีที่หาง่ายที่สุดก็คือหญิงท้องถิ่นซึ่งอยู่ในพื้นที่ยึดครองของญี่ปุ่นอันได้แก่เกาหลี (ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นระหว่าง 1910-1945) บางเมืองของจีน และต่อมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต่อมาเมื่อมี CS รวมถึง 2,000 แห่ง ไปทั่วพื้นที่ยึดครองในเอเชีย จึงต้องใช้การบังคับและลักพาตัวเสียเลย กองทัพญี่ปุ่นกระทำเรื่อง CW อย่างกว้างขวาง จนมีตัวเลขซึ่งถกเถียงกันมากว่ามีจำนวนเท่าใดแน่ ในปัจจุบันก็ตกลงกันได้ว่าน่าจะอยู่ประมาณ 200,000 คน ซึ่งเป็นคนเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน (ญี่ปุ่นยึดครอง 1895-1945) พม่า ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ พื้นที่เป็นอินโดนีเซียในปัจจุบัน แม้แต่คนดัชท์และออสเตรเลีย (ไทยแตกต่างกว่าที่อื่นเพราะเป็นประเทศร่วมรบกับญี่ปุ่นที่ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร)

ชีวิตของผู้หญิงเหล่านี้น่าสงสารมาก CW มีที่มาจากการฉุดไปจากบ้านทั้งแม่และลูกสาว (ไม่เว้นแต่ยังไม่เป็นสาว) จากการล่อหลอกว่าไปทำร้านอาหารและโรงงานอุตสาหกรรม จากการบังคับ จากพวกอาสาไปเองโดยไม่รู้ว่าจะต้องรับใช้ทหารถึงวันละ 25-35 คน ส่วนใหญ่ทำงาน 6 เดือนก็ถูกปลดระวาง มีสถิติว่าสามในสี่เสียชีวิต ที่รอดมาก็ประสาทหลอน เพราะถูกซ้อมและละเมิดทางเพศ

วัตถุประสงค์ของทางการในการมี CW ก็คือเพื่อไม่ให้ทหารไปข่มขืนชาวบ้าน (เลยลักพาลูกสาวชาวบ้านมาเองเสียเลย) จนทำให้ระคายใจประชาชนในพื้นที่ถูกยึดครอง ป้องกันโรคโกโนเรียและซิฟิลิส เพื่อควบคุมให้อยู่ในขอบเขตได้ อย่างไรก็ดี นักวิจัยญี่ปุ่นวิจารณ์ว่า แท้จริงแล้วต้องการเอาผู้หญิงมายัดเยียดให้เพื่อไม่ให้คิดกบฏ ลุกฮือขึ้นต่อต้านการเป็นทหารเพราะจำนวนมากรู้สึกขุ่นใจที่ถูกบังคับให้มารบ

เมื่อตอนแพ้สงคราม หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับ CW และ CS ถูกญี่ปุ่นทำลายไปเกือบหมด แต่ปัจจุบันมีหลักฐานจากจีน จากหญิงดัชท์ จากสหรัฐ ที่ยืนยันถึงความโหดร้ายของเรื่องนี้มากขึ้นทุกที จากหลักฐานที่พอมีนักวิจัยคนหนึ่งประมาณการว่าใน 200,000 คนของ CW มีเกาหลีอยู่ร้อยละ 52 จีนร้อยละ 36 และญี่ปุ่นร้อยละ 12

ในปี 1951 หลังสงครามไม่นานเกาหลีก็เรียกร้องให้ญี่ปุ่นชดเชยค่าเสียหายเกี่ยวกับการถูกบังคับใช้แรงงานแต่ไม่พูดตรงๆ เรื่อง CW ในปี 1965 ญี่ปุ่นก็ให้ความช่วยเหลือทางการเงินในรูปเงินกู้ผ่อนปรน 800 ล้านดอลลาร์แก่เกาหลี

ในปี 1993 ทางการญี่ปุ่นยอมรับว่ามีการบังคับหญิงให้มาเป็น CW และขอโทษที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และในปี 1994 ก็มีการชดเชยให้ CW ผ่านกองทุนกึ่งเอกชน 500 คน และกองทุนนี้ยกเลิกในปี 2007

ญี่ปุ่นพบว่าประเด็น CW ขวางทางในเรื่องการทูตต่างประเทศ ไม่ว่ามีการประชุมผู้นำครั้งใด เกาหลีใต้ก็จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาตำหนิญี่ปุ่นเพื่อให้ยอมรับความผิดชอบทางกฎหมายและศีลธรรม นอกจากนี้ CW กลายเป็นประเด็นระดับโลกของกลุ่ม Women Activists หลายหน่วยงาน เช่น UN สภา EU รัฐสภาสหรัฐต่างมีมติกดดันให้ญี่ปุ่นแก้ไขเรื่อง CW

ผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นต้องต่อสู้กับพวกชาตินิยมในประเทศที่ไม่ต้องการให้เงินชดเชยความเสียหาย ไม่ต้องการยอมรับว่ามี CW และรัฐบาลต้องระวังการยอมรับผิดชอบตามกฎหมายเพราะจะมีการเรียกร้องตามมากันอีกหลายประเทศ

ญี่ปุ่นอยากให้เรื่องนี้จบไปเสียทีจึงตกลงกันได้ในที่สุด โดยยอมให้เงิน 300 ล้านบาทผ่านกองทุน ยอมรับและให้คำขอโทษ CW ทั้งหลาย ฝ่ายเกาหลีก็รับว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว และจะยอมย้ายอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึง CW ซึ่งตั้งอยู่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล (ในสหรัฐก็มีอนุสาวรีย์ CW ถึง 3 แห่ง) แต่ถึงวันนี้มีข่าวว่าคนเกาหลีก็ยังไม่พอใจ คิดว่าได้มาน้อยไป ประธานาธิบดีปาร์ค กึนเฮ บอกว่าต้องรีบตกลงเพราะมี CW เหลืออยู่เพียง 46 คน ในปีนี้ตายไป 9 คนแล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกิน 85 ปี

ลึกลงไปกว่านี้ ประเทศที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้มีข้อตกลงนี้ก็คือสหรัฐ ตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐหลายคนพยายามที่จะให้ 2 ประเทศนี้มานั่งคุยกัน มีความร่วมมือกันในเรื่องต่างๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูลลับในเรื่องความมั่นคงอันเกิดจากเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะ CW เป็นหนามที่ตำอยู่

การที่มีมหามิตร 2 ประเทศมีพรมแดนติดกันและติดกับจีน แต่ไม่ยอมร่วมมือกันถือได้ว่าสะท้อนการไร้ประสิทธิภาพด้านการทูตของสหรัฐ ดังนั้นเมื่อตกลงครั้งนี้กันได้ จึงเท่ากับเป็นการปูพื้นไปสู่การสร้างความเข้มแข็งในคาบสมุทรเกาหลีทันที เช่น การร่วมมือกันป้องกันการทดลองระเบิดปรมาณูของเกาหลีเหนือ การร่วมมือกันต่อสู้จีนในเรื่องข้อพิพาทหมู่เกาะจีนตอนใต้ การช่วยกันคานอำนาจจีนในภูมิภาคนี้

เหตุการณ์ CW ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้ทำไว้ในอดีตจะย้อนกลับมาทิ่มตำปัจจุบันเสมอ บทเรียนจากอดีตจะช่วยลดความรุนแรงของสงครามในอนาคตได้ ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้เห็นความเลวร้ายของสงครามอย่างกว้างขวางเท่านั้น