ท่ามกลางตลาดหุ้นจีน สร้างความแตกตื่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก
นับตั้งแต่เปิดตลาดสัปดาห์แรก หลังวันขึ้นปีใหม่ 2016 เปิดโอกาสให้กับนายจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อดังแห่งวอลล์สตรีท ออกคำเตือนในมุมมองของตนเองที่มีต่อตลาดหุ้นโลกที่เกิดความปั่นป่วนนั้นเหมือนกับวิกฤติการเงินปี 2008 ซึ่งเกิดขึ้นในตลาดการเงินสหรัฐที่เป็นศูนย์กลางการเงินใหญ่ที่สุดของโลกนั้น แต่ในปีนี้วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นจะอยู่ที่ประเทศจีนที่กำลังมีการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการดิ่งลงของตลาดหุ้นจีนจนเกิดภาวะการซื้อขายหุ้นชะงักงันมีการใช้เเซอร์กิตเบรกเกอร์หยุดการซื้อขายถึง 2 ครั้งในวันจันทร์และพฤหัสฯ เมื่อราคาร่วงลงวันละ 7% หลังจากที่ธนาคารกลางจีนประกาศอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐล่าสุดอ่อนค่าลงอีก 1.5% ที่ระดับค่ากลาง 6.50 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการประกาศลดค่าเงินหยวนรอบใหม่ที่เป็นระลอกใหญ่ครั้งที่ 2 จากรอบแรกเมื่อในวันที่ 30 พ.ย.ปีที่แล้วที่มีการประกาศลดค่าเงินหยวนลง 2.57% ในครั้งนั้น
นายจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีที่เป็นทั้งนักเก็งกำไรด้วย กล่าวปาฐกถาที่ศรีลังกาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเตือนว่าตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤติ และนักลงทุนจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนอย่างมาก เนื่องจากจีนกำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปเศรษฐกิจ ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่จะเป็นโมเดลของการขยายตัวอย่างยั่งยืน ขณะที่การลดค่าเงินหยวนของจีนจะก่อให้เกิดปัญหาต่อทางเศรษฐกิจต่อภูมิภาคอื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีกับประเทศในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย พร้อมกับกล่าวเตือนว่า อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรที่เป็นบวกจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดเงินตลาดทุนตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นภาวะที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2008 ก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก ซึ่งอาจพูดได้ว่าจีนกำลังเผชิญปัญหากับการปรับตัวครั้งใหญ่ หรือจวนเจียนจะเกิดวิกฤติหากพิจารณาถึงภาวะการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนของจีน ซึ่งนับเป็นความท้าทายและตอกย้ำให้ต้องคำนึงถึงวิกฤติปี 2008
การกำหนดค่าเงินหยวนที่อ่อนลง จึงไม่ใช่ว่าจะไม่สอดคล้องกับสภาพกลไกของตลาดเพราะการ ปล่อยให้เงินหยวนซื้อขายกันในอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และจีนก็จะได้รับประโยชน์จากสกุลเงินของตนที่มีค่าถูกลงด้วย แต่นักลงทุนมีความรู้สึกว่าตลาดเงินหยวนในต่างประเทศได้ซื้อขายกันจนเลยเถิดไปมากแล้ว และธนาคารกลางจีนต้องการสกัดการเก็งกำไรที่ทำเกินขอบเขตโดยที่นักเก็งกำไรและกองทุนเก็นกำไรได้เข้าถือเงินหยวนข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว เพื่อให้เงินหยวนเคลื่อนไหว ไปในทิศทางที่ตนเองต้องการในสถานการณ์เช่นนี้ คือหวังให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอีก โดยเฉพาะในตลาดออฟชอร์มีการเก็งค่าหยวนที่ซื้อขายนอกประเทศจีนนั้น ลงไปแตะถึงระดับ 6.75 ต่อดอลลาร์ทั้งที่ออนชอร์หยวนอยู่ที่ระดับ 6.595 ต่อดอลลาร์ในวันพฤหัสฯ แต่ยังมีการตั้งคำถามว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงถึงระดับ 6.90 ต่อดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ ด้วยเหตุการณ์ข้างต้นจึงส่งผลให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าของจีน คงจะปล่อยให้สกุลเงินของตนอ่อนค่าลงตาม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับการออกมาพูดเตือนของนายจอร์จ โซรอส ครั้งนี้ถูกมองว่าเขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนเก็งกำไรที่ได้รับผลขาดทุนสูงถึง 15-20% ของพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้น และเงินหยวนของจีนเนื่องจากความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น โดยเป็นความพยายามของธนาคารกลางจีน ที่เข้าแทรกแซงเพื่อประคองให้เงินหยวนค่อยๆ อ่อนค่าลง แทนที่จะปล่อยให้เงินหยวนดิ่งลงอย่างรุนแรง ตามที่นักเก็งกำไรและกองทุนเก็งกำไร ทำการกดดันทั้งตลาดหุ้นจีนและค่าเงินหยวนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าเขาอาจเป็นคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการปั่นฟองสบู่ แล้วทุบตลาดหุ้นจีนไปพร้อมๆ กัน หลังจากที่หนังสือพิมพ์ Financial News ของจีนเคยระบุว่าพวกกองทุนฝรั่งเป็นตัวจุดปะทุการขายทิ้งหุ้นจีน โดยอาศัยจังหวะที่จีนกำลังปรับฐานเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งตัวลงจากภาวะที่ร้อนแรงโดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 5,166 เมื่อเดือนมิ.ย.ในปีก่อน ล่าสุดลงมาอยู่ที่ระดับ 3,100
ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเงินหยวน เพื่อประคับประคองทั้งตลาดหุ้น และค่าเงินหยวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถึง 2 รอบ โดยอัดฉีดรอบแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ม.ค.ในวงเงินถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ กับรอบที่ 2 ในวงเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสที่ 7 ม.ค.นี้เอง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากค่าเงินหยวนที่อ่อนลง รวมทั้งกระแสการไหลออกของเงินทุนจากตลาดหุ้นจีนซึ่งได้เร่งตัวขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา ได้สร้างแรงกดดันให้กับค่าเงินหยวนมากขึ้น ซึ่งพบว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนั้นได้ทำให้ตลาดหุ้นโลกสูญเสียมูลค่าหุ้นที่เป็นมาร์เก็ตแคปลดลงถึง 2.57 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้มากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นการขาดทุนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐนั้นเอง โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ที่ร่วงลงถึง 1,200 จุด นอกจากนี้ยังอาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่อาจลุกลามไปในระดับภูมิภาคและระดับโลก กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาดูแบบไม่กะพริบต่อไป






