สหรัฐกับคิวบาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต หลังจากเผชิญหน้ากันมา 54 ปี
ย่อมเป็นข่าวใหญ่ เพราะเป็นอีกบทหนึ่งของตำนาน “สงครามเย็น” ระหว่างโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐ กับค่ายคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของสหภาพโซเวียต
ฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบากับสหายร่วมปฏิวัติ เช กัววารา ปักหลักสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันกับสหรัฐมาหลายสิบปี ก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่งให้น้องชายคือ ราอูล คาสโตร ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
แม้ซีไอเอของสหรัฐจะพยายามใช้แผนลับกี่แผนเพื่อลอบสังหาร ฟิเดล คาสโตร กี่ครั้ง ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
วันนี้ ฟิเดล คาสโตรในวัย 89 ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองและการเมืองโลกอย่างคึกคัก เสมือนหนึ่งตอกย้ำว่าการที่เขายืนหยัดต้านสหรัฐ มาตลอดหลายสิบปีนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว
เขาไม่ได้แพ้ในการเผชิญหน้ากับสหรัฐ แต่อเมริกาต่างหากที่ต้องยอมกะพริบตาก่อน
เป็นตำนานของประเทศเล็ก ๆ ประชากรเพียง 11 ล้านคน ตั้งอยู่หลังบ้านสหรัฐที่หาญกล้าท้ารบกับพี่เบิ้มอย่างมีสีสัน แม้เมื่อประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศฟื้นคืนสัมพันธ์ทางการทูตกับคิวบา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมปีนี้ แต่ผู้นำคิวบาก็ยังยืนกรานถึงความเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อยักษ์ใหญ่ข้างบ้าน
คิวบาเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียน ห่างจาก Key West รัฐฟลอริดาเพียง 90.5 ไมล์หรือเพียง 145 กิโลเมตร พอๆ กับระยะทางจากกรุงเทพฯถึงหัวหิน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 100,000 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่าประเทศไทย 5 เท่า
คนคิวบาเป็นคนที่มีความภูมิใจในศักดิ์ศรี ของการเป็นชาติที่ดิ้นรนต่อสู้ เพื่อรักษาความเป็นอธิปไตยของตนอย่างไม่ย่อท้อ และแม้ในบางขณะจะถูกมองว่ากระโดดไปอยู่ข้างรัสเซียเพื่อสู้กับสหรัฐ แต่ถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นอิสระในการดำรงชีวิตอย่างอิสรชน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมมีโอกาสสัมภาษณ์รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศคิวบา Marcelino Medina Gonzalez ที่มาเยือนไทย ซักถามทุกประเด็นย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดระหว่างคิวบากับสหรัฐ เพื่อจะได้ฟังเรื่องราวจากแง่มุมของคิวบาที่ไม่ค่อยจะเคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน
รวมไปถึงเบื้องหลังของการเผชิญหน้า ระหว่างประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี กับผู้นำสหภาพโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ ระหว่าง 16-28 ตุลาคมปี 1962 เพราะมอสโกส่งขีปนาวุธนิวเคลียร์ ไปตั้งที่คิวบาจ่ออยู่หลังบ้านของสหรัฐอย่างท้าทาย
ที่เรียกว่า “13 วันวิกฤตโลก” ซึ่งเกือบจะนำไปสู่สงครามโลก หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดึงดันที่จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ท่านรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศคิวบาตอบคำถามผมอย่างฉาดฉาน แสดงความมั่นใจที่จะเดินหน้าปกปักรักษาความเป็นชาติอธิปไตย ไม่ให้ถูกมองว่ากำลัง “หงอ” สหรัฐหลังจากที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอยู่หลายสิบปี จนมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั่วคิวบาอย่างปฏิเสธไม่ได้
นอกจากจะซักถามรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศแล้ว ผมก็ยังจับเข่าสนทนากับท่านเอกอัครราชทูตคิวบาประจำประเทศไทย Victor Daniel Pena ในหลาย ๆ ประเด็นที่เพิ่งจะได้ยินจากปากของนักการทูตประเทศนี้เป็นครั้งแรก
ภาพเดิม ๆ ที่เคยมีเกี่ยวกับคิวบาแปรเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทั้งรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศและท่านทูตตอบทุกคำถาม แลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเปิดเผยและมีอารมณ์ขัน
“คนคิวบาเหมือนคนไทยครับ... ยิ้มแย้มแจ่มใส ชอบเสียงเพลง และเต้นรำ... เราไม่ใช่คนเครียด ไม่ใช่คนดุดัน ชอบหาเรื่องคนอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อ จากโลกตะวันตกเคยใส่ร้ายเรานะครับ...” ท่านทูตบอกผม พร้อมหัวเราะเสียงดังกังวาน และกระซิบว่า “อีกทั้งผู้หญิงคิวบาก็สวยและเซ็กซี่ด้วยนะครับ”
คืนนี้และคืนพรุ่งนี้ (เสาร์-อาทิตย์) เริ่มเวลา 22.30 น. ในรายการ Timeline Suthichai Yoon ทาง Nation TV ผมจะพาท่านผู้ชมไปทำความรู้จักกับคิวบา เป็นตอนต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมคำสัมภาษณ์ในทุกประเด็นที่คนไทยควรจะรับทราบ เกี่ยวกับประเทศเล็กแต่เด็ดเดี่ยวอย่างเหลือเชื่อประเทศนี้ครับ
พลาดชมแล้วจะเสียดายมาก!








