วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทบาทรัฐเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องทำ

อาทิตย์ที่แล้วบทความของผมเรื่อง “เข้าใจเศรษฐกิจและแนวโน้มปีนี้” ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี มีคำถามตามมามาก

โดยเฉพาะประเด็นว่าภาครัฐควรทำอย่างไรกับปัญหาที่เศรษฐกิจมีอยู่ขณะนี้ วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องนี้ต่อ โดยขอแชร์ความเห็นในประเด็นที่อยากเห็นภาครัฐทำหรือให้ความสำคัญจริงจัง เพื่อปลดล็อคเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้มากขึ้น

ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผมเขียนถึงอาทิตย์ที่แล้ว ลึกๆ แล้วก็คือปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap (MIT) ที่เศรษฐกิจไทยขณะนี้กำลังประสบอยู่และยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ เป็นปัญหาของเศรษฐกิจที่ไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของประเทศให้สูงกว่าค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาแข่งขันไม่ได้ สาเหตุสำคัญที่ผลิตภาพการผลิตของประเทศไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ก็เพราะนโยบายเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่ได้มุ่งสร้างภาวะแวดล้อมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ปรับตัวไปสู่การใช้เทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต

ตรงกันข้ามในกรณีของไทย นโยบายเศรษฐกิจที่ผ่านมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายการเงินการคลัง เพียงเพื่อให้เกิดการเติบโตระยะสั้น ไม่ได้มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพ และการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับที่สูงขึ้น ผลก็คือเศรษฐกิจมีแต่อุตสาหกรรมแบบเดิมที่ปัจจุบันแข่งขันไม่ได้ เศรษฐกิจจึงไม่สามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดด และไม่สามารถหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง แม้ภาคเอกชนจะมีทรัพยากรมาก นี่คือปัญหาของประเทศที่ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และเป็นปัญหาที่ประเทศไทยขณะนี้ประสบอยู่

ในแง่เศรษฐศาสตร์ ลองนึกง่ายๆ ว่า การพัฒนาประเทศจากประเทศยากจนไม่มีภาคอุตสาหกรรม ไปสู่ประเทศที่ร่ำรวยหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีขั้นตอนการพัฒนาที่แบ่งง่ายๆ เป็นสามระดับ ระดับแรก คือ ระดับเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าแบบง่ายๆ ทำงานร่วมกับแรงงานที่มีอยู่โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่มีทักษะในอุตสาหกรรมและในด้านการบริหารจัดการเป็นผู้ดูแล นี่คือระดับของประเทศอย่างเวียดนามหรือกัมพูชาในปัจจุบัน ระดับที่สอง คือ อุตสาหกรรมในประเทศ มีความสามารถที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับที่สูงขึ้น สนับสนุนโดยแรงงานในประเทศที่มีทักษะมากขึ้น บริหารจัดการโดยคนในประเทศเองและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศทดแทนการนำเข้า นี่คือระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประเทศอย่างไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียขณะนี้มีอยู่

ส่วนระดับที่สาม คือ ระดับที่ประเทศในระดับที่สองสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีนวัตกรรมเป็นของตัวเอง สามารถควบคุมการใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการได้อย่างครบถ้วน นำไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีมูลค่าเพิ่มในระดับสูง สนับสนุนโดยแรงงานที่มีทักษะสูง สาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทันสมัย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านการผลิต และการขายจนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่ระดับสูง เช่น กรณีเกาหลีใต้ และไต้หวันขณะนี้ และในบางอุตสาหกรรมก็สามารถพัฒนาต่อยอดจนเป็นต้นแบบหรือผู้นำทั้งด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ ไปสู่ความเป็นผู้นำสินค้าในระดับโลก เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น นี่คือสามระดับของการพัฒนาอุตสาหกรรม

ปัญหากับดักรายได้ประเทศปานกลาง เป็นปัญหาของการก้าวข้ามการพัฒนาอุตสาหกรรมจากระดับที่สองไปสู่ระดับที่สาม คือ ภาคธุรกิจของประเทศไม่สามารถก้าวข้าม หรือยกระดับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของตนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากไม่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรม ไม่มีการใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตหรือเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิตอยู่ ทำให้ประเทศไม่มีกลุ่มสินค้าทันสมัยที่จะแข่งขันได้ ประเทศที่ติดอยู่ในระดับที่สองนี้นานๆ จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ ภาคธุรกิจไม่ลงทุน การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมชะลอ อัตราค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นเร็วทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย ซึ่งทั้งหมดก็คือลักษณะของประเทศไทยในปัจจุบัน

การก้าวข้ามระดับจากสองไปสามไม่ใช่เรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพียงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งแต่อย่างเดียว การก้าวข้ามต้องอาศัยนโยบายภาครัฐที่ต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนา และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดินตาม เป็นนโยบายเชิงรุกที่จงใจ สร้างภาวะแวดล้อมให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการลงทุน การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งในการสร้างภาวะแวดล้อมที่จูงใจนี้ในแง่นโยบายจะมีสามเรื่องที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญ

เรื่องแรก คือ ต้องสร้างระบบหรือแรงจูงใจให้บริษัทธุรกิจชั้นนำของประเทศต้องลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี หรือ R&D โดยถือเป็นหน้าที่เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่การใช้เทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้นเพื่อสร้างนวัตกรรมและการแข่งขัน อันนี้ต้องเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและของประเทศ

สอง ภาครัฐต้องสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมนี้โดยพัฒนาระบบการศึกษาที่จะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและมีทักษะสูงให้กับภาคอุตสาหกรรม อันนี้เป็นแรงจูงใจสำคัญให้ภาคธุรกิจอยากลงทุน เพราะมีบุคลากรที่มีความสามารถสูงรออยู่ นอกจากนี้ต้องสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนบริษัทธุรกิจให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในการลงทุน ทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ และมีระบบราชการที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพพร้อมให้การสนับสนุนภาคธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนทำไม่ได้ แต่เป็นหน้าที่โดยตรงของภาครัฐที่ต้องทำต้องสนับสนุนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

สาม ก็คือ เรื่องธรรมาภิบาลซึ่งสำคัญที่สุด เพื่อลดอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ในการทำธุรกิจ ลดการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน ลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นที่สร้างต้นทุนจากการรีดไถและการทุจริตคอร์รัปชัน และดูแลสิทธิตามกฎหมายอย่างทั่วถึง สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างภาวะแวดล้อมที่จะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม เพราะถ้าสนามแข่งขันของธุรกิจในประเทศไม่เป็นธรรม ก็จะไม่มีใครอยากทำธุรกิจ อยากลงทุน

ทั้งสามประเด็นนี้ คือ สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ภาคธุรกิจใช้ความมั่งคั่งและทรัพยากรที่มีอยู่พัฒนาและลงทุนให้ประเทศก้าวข้ามไปสู่การพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น แต่ที่ผ่านมาเราคงพลาดเพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับทั้งสามเรื่องนี้จริงจังอย่างที่ควรจะเป็น เราจึงเห็นบริษัทธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ใช้จ่ายเรื่องการวิจัยและพัฒนา ระบบการศึกษาของประเทศยังไม่สามารถผลิตบุคลากรที่มีทักษะและคุณภาพสูงได้ ระบบสาธารณูปโภคไม่มีการลงทุนจริงจัง ขณะที่ระบบราชการได้กลายเป็นต้นทุนสำคัญของการทำธุรกิจ สะท้อนจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ประเทศมีอยู่

นี่คือปัญหาที่รอการแก้ไข และการจัดการกับทั้งสามเรื่องนี้จะสำคัญมากต่ออนาคตของประเทศ