รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างภาษีหลายด้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม
ในสังคมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20% และเตรียมปรับลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาลง ในส่วนของการพัฒนาทางเศรษฐกิจนั้น ได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่ามาตรการทางภาษีที่ทยอยประกาศใช้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับสังคมเศรษฐกิจของไทย
ประเด็นที่น่าสนใจของมาตรการด้านภาษีของรัฐบาล คือ การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นที่เป็นรูปธรรมมากนัก เนื่องจากมาตรการภาษีลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้สูงและปานกลาง อย่างกรณี ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ทุกประเทศใช้เป็นภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมก็ยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ในขณะที่ภาษีมรดกที่ประกาศใช้ไปแล้วก็หวังได้ยากว่าจะเป็นมาตรการเก็บภาษีจากคนรวยเพิ่มขึ้น และเป็นวิธีการแก้ปัญหาความเท่าเทียมที่แท้จริง
แน่นอนว่าภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคมนั้น ถือเป็นภาษีที่ประกาศใช้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงเมื่อเทียบกับประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้ แต่เป็นปัญหาร่วมกันในหลายประเทศทั่วโลกที่พยายามนำกฎหมายในลักษณะดังกล่าวมาบังคับใช้ ซึ่งขึ้นกับรัฐบาลว่าจะมีความตั้งใจและมุ่งมั่นแค่ไหนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อลดความท่าเทียมจำเป็นอย่างยิ่งต้องยึดมั่นในหลักการของภาษี เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งหากฟังท่าทีของกรมสรรพากรต่อมาตรการทางภาษีที่ระบุว่าการปรับปรุงอัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่กำลังจะเสนอรัฐบาลนั้นคนทุกกลุ่มจะได้ประโยชน์ แต่หลักการให้ทุกกลุ่มในสังคมได้ประโยชน์จากมาตรการทางภาษีนั้นไม่ถือว่าเป็นมาตรการทางภาษีเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม แต่เป็นเพียงความเท่าเทียมทางภาษีเท่านั้น
ดังนั้น กรณีการปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในขณะนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นมาตรการที่สร้างความเป็นธรรม เพราะหากภาษีที่สร้างความเป็นธรรมแล้วจะต้องเก็บผู้มีรายได้สูงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ไม่ใช่การกำหนดเพียงอัตราทางภาษีเท่านั้น ซึ่งจากแนวคิดของกรมสรรพากรชี้ให้เห็นว่าภาษีเพื่อความเป็นธรรมนั้นไม่เพียงแต่ได้รับการต่อต้านจากคนในสังคมเท่านั้น แต่ปัญหายังอยู่ในระดับแนวคิดในการจัดเก็บภาษีด้วย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษี
รัฐบาลประกาศหลายครั้งว่าจะพยายามสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลง เพราะยอมรับว่าความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมค่อนข้างสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าทุกคนลืมพูดถึงความพยายามลดความเหลื่อมล้ำลงไปแล้ว แต่หันมาเน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปตามแนวทางเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ยังสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำในช่วงที่ผ่านมา
หากรัฐบาลต้องการปฏิรูประบบภาษีหรือปรับโครงสร้างใหม่แล้ว เราเห็นว่าไม่เพียงแค่การปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการแข่งขันในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ควรปรับโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำไปด้วย เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลน่าจะทำได้ หากรัฐบาลไม่พยายามผลักดันมาตรการลดความเหลื่อมล้ำจากการใช้ภาษี เราก็เชิื่อว่าหากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงขึ้นมาอีกในอนาคต เราก็จะมาพูดกันใหม่ถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ทั้งๆที่เรามีโอกาสแก้ปัญหา แต่ไม่กล้าตัดสินใจ









