วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรอบเงินเฟ้อควรเป็นเป้าหมาย นโยบายการเงินหรือไม่ (1)

ภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา และราคาน้ำมันที่ร่วงลงมาค่อนข้างแรงตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นปัจจัยสำคัญ

ภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา และราคาน้ำมันที่ร่วงลงมาค่อนข้างแรงตั้งแต่ปลายปี 2557 เป็นปัจจัยสำคัญ เมืองไทย แต่ทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังไม่หายขาดจากอาการวิกฤติซับไพร์ม

ธนาคารกลางที่ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting หรือ IT) จำนวนไม่น้อยจึงพลาดเป้าหมายในปี 2558 และมีความเสี่ยงที่จะพลาดเป้าอีกในปีนี้ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่เปลี่ยนแปลงจากบริบทปัจจุบัน หลายฝ่ายจึงเริ่มตั้งคำถามว่า แบงก์ชาติควรจะยึดกรอบ IT ต่อไปหรือไม่?

ก่อนอื่นผมขอเล่าเกี่ยวกับแนวคิดของ IT แบบย่อๆ ก่อนว่าทำไมธนาคารกลางต่างๆ จึงหันมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการเงินกันมากขึ้น

ภารกิจหลักของธนาคารกลางเกือบทุกแห่ง คือ การดูแลเสถียรภาพด้านราคา พูดง่ายๆ คือ ดูแลให้ราคาข้าวของปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่เหมาะสมในแต่ละปี และไม่ให้ราคาแกว่งหรือเคลื่อนไหวหวือหวาจนเกินไป เพราะผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ล้วนได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาข้าวของที่แพงขึ้นหมายถึงอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเราที่ลดลง มีเงินเท่าเดิมจะซื้อของได้จำนวนชิ้นน้อยลง ในทางกลับกันอัตราเงินเฟ้อติดลบหมายถึงอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการห้างร้านอาจรู้สึกฝืดเคืองที่ขายของได้ราคาต่ำลง

การรักษาเสถียรภาพด้านราคาจึงเป็นการดูแลอำนาจการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ในจุดสมดุล

งานวิจัยจำนวนมากทั้งภายในและต่างประเทศชี้ว่า การรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสาธารณะ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่พอเหมาะและไม่ผันผวนเอื้อต่อการวางแผนใช้จ่ายและลงทุนของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน งานวิจัยบางชิ้นพบอีกว่ากรอบ IT ช่วยพัฒนาตลาดการเงินไปในตัวซึ่งสำคัญกับศักยภาพของประเทศ

ในภาพรวมของไทยเองนั้น แม้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2558 แต่ยังไม่ถือว่าขาดเสถียรภาพด้านราคา เพราะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ทยอยลดลงอย่างช้าๆ จากการปรับลดลงของราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อซึ่งหักราคาอาหารสดและพลังงาน (“เงินเฟ้อพื้นฐาน”) ยังคงเป็นบวกอ่อนๆ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับแนวโน้มของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และสื่อสารอย่างต่อเนื่องว่า ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดยังมีจำกัดเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัว

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของแบงก์ชาติพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าอัตราเงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2 ใกล้เคียงกับความเห็นของนักวิเคราะห์ในการสำรวจของ Asia Pacific Consensus Survey ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมองที่ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต และภาวะเงินเฟ้อติดลบในปัจจุบันเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

ดังนั้น กรอบ IT ยังมีความสามารถในการดูแลเสถียรภาพด้านราคา การเปลี่ยนเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินในตอนนี้ จึงเปรียบเหมือนการเปลี่ยนรถระหว่างเดินทางซึ่งอาจทำให้เราไปถึงจุดหมายได้ช้าลง

แล้ว กนง. ได้ทำอะไรบ้างเพื่อช่วยให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น?

การลดดอกเบี้ยลงสองครั้งรวมร้อยละ 0.50 ในช่วงต้นปี 2558 ถือเป็นการเพิ่มแรงสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับเศรษฐกิจ ซึ่งจะหนุนเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ แต่ก็ไม่สามารถทานแรงฉุดจากด้านราคาน้ำมันซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามากได้ (ดูรูปประกอบ) ในระยะสั้นการลดดอกเบี้ยจึงไม่สามารถทำให้เงินเฟ้อกลับเป็นบวกได้ เพียงแต่ช่วยประคับประคองไม่ให้เงินเฟ้อไถลลบไปมากกว่านี้ โดยผลของการลดดอกเบี้ยจะค่อยๆ ถูกส่งไปยังเศรษฐกิจ ผ่านการปรับแผนการใช้จ่ายและลงทุนของภาคส่วนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทยอยเพิ่มแรงส่งให้กับเงินเฟ้อต่อไป

แล้วทำไม กนง. ไม่ลดดอกเบี้ยลงอีกเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอัตราเงินเฟ้อ?

ประเด็นนี้ขอชี้แจงว่าแบงก์ชาติดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ IT พิเศษที่เรียกว่า Flexible Inflation Targeting หรือ FIT ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเสถียรภาพด้านอื่นๆ อาทิ ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน ภาคสถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ไปพร้อมๆ กัน

ดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า ‘low for long’ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินขึ้นได้ เพราะนักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินไปเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงได้ด้วยต้นทุนที่ถูก เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคยสร้างปัญหาเศรษฐกิจให้กับไทยมาแล้วในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่ต่ำอาจสร้างผลลบต่อพฤติกรรมการออม และกระทบผู้ที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากได้

ภายใต้กรอบ FIT กนง. จึงประเมินว่า ผลได้จากการลดดอกเบี้ยที่มีต่อเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้ออาจจะไม่คุ้มผลเสียด้านเสถียรภาพด้านการเงิน

รู้แบบนี้แล้ว อาจช่วยให้สบายใจกับการดำเนินนโยบายของแบงก์ชาติมากขึ้น

แต่ไม่ว่าจะ IT หรือ FIT ก็ล้วนมีข้อจำกัดในฐานะกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยด้านอุปทานเช่นในปัจจุบัน

ในสถานการณ์แบบนี้ ธนาคารกลางมีทางเลือกอะไรบ้างที่จะใช้แทนเป้าหมายเงินเฟ้อ? ประเด็นนี้ต้องติดตามต่อในตอนที่ 2 นะครับ

-------------------------

ดร.วราพงศ์ วงศ์วัชรา