เศรษฐกิจโลก-ไทยปี 2559 ภายใต้ประชาคมอาเซียน(1)

เศรษฐกิจโลก-ไทยปี 2559 ภายใต้ประชาคมอาเซียน(1)

เศรษฐกิจไทยในปี 2559 ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน แต่ยังคงเป็นการเติบโตในระดับต่ำกว่าศักยภาพ

ส่วนการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแบบเต็มรูปแบบโดยจะมีการลดกำแพงภาษีลงเหลือ 0% สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV จะทำให้ไทยส่งออกไปประเทศกลุ่มเหล่านี้ได้มากขึ้นกว่า การค้าการลงทุนตามแนวชายแดนน่าจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด สำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพ 8 สาขาที่เปิดเสรีอาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างมากในทันทีช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังมีอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายจากองค์กรวิชาชีพในแต่ละประเทศ

โดยยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2558 ที่ 2.9% แม้นการส่งออกจะขยายตัวติดลบมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมแต่การลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 รวมทั้งมาตรการช็อปปิ้งเพื่อชาติ ลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท สำหรับผู้ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่

มาตรการลดภาษีล่าสุดของรัฐบาล (นำเงินใช้จ่ายซื้อสินค้ามาหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท) ช่วงวันที่ 25-30 ธ.ค. 2558 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่จะส่งผลบวกต่อการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว แต่จะไม่ได้มีผลทำให้เศรษฐกิจปีหน้าเติบโตเพิ่มขึ้น และจะทำให้การบริโภคสินค้าบางชนิดในช่วงไตรมาสแรกลดลง มาตรการนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมน้อยมาก แต่อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่า รัฐบาลไม่ได้อยู่นิ่งเฉย พยายามแก้ปัญหา ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ได้มีปัญหาวิกฤติอะไร มีเพียง มาตรการนี้มีแนวคิดคล้ายกับมาตรการลดภาษีสำหรับรถคันแรก

ในกรณีลดหย่อนภาษีกระตุ้น Shopping อาจจะทำให้ยอดขายและเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ แต่พอคนซื้อสินค้าจำนวนมากกว่าปรกติเพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีแม้นจะเป็นสินค้าจำเป็นและเป็นสินค้าไม่คงทนก็ตาม อุปสงค์ในการบริโภคในช่วงไตรมาสแรกก็จะลดลง แต่หากซื้อเป็นสินค้าคงทน อาจทำให้ยอดขายสินค้าคงทนปรับตัวลดลงได้ในช่วง 6 เดือนถึงหนึ่งปีข้างหน้า สิ่งที่จะมีผลการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากกว่า คือ ความมั่นคงในงาน ความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคต การเพิ่มค่าจ้าง ราคาพืชผลเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม มาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวแม้นจะมีผลระยะสั้นและชั่วคราว แต่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้ระดับปานกลางมากที่สุด และมาตรการนี้จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า หากผู้ซื้อสินค้าและบริการไปซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศจากกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะแบบนี้ ผมจึงอยากเห็นการนำเอาการลงทุนในอนาคตมาลงทุนในปัจจุบัน มากกว่านำเอาการบริโภคในอนาคตมาบริโภคในปัจจุบัน เพราะการกระตุ้นการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต จะยั่งยืนกว่าการกระตุ้นการบริโภค

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นในปี 2559 โดยมีเศรษฐกิจสหรัฐเป็นตัวนำในการฟื้นตัวซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้เกือบ 3% อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มทยอยปรับเข้าสู่ระดับปรกติ เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเงินยูโร เงินเยน และเงินบาท ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นระดับหนึ่งเท่านั้นจากอุปทานที่ยังสามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ที่เติบโตอย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ลดแรงกดดันภาวะเงินฝืดในบางประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกน้ำมันและผลักดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น

ภัยแล้งในหลายภูมิภาคของโลกก็จะทำให้ราคาพืชผลเกษตรปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนน่าจะกระเตื้องขึ้นมาสู่ระดับ 1.8-2% ในปีหน้า สำหรับญี่ปุ่นและจีนจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 1.5% และ 6-6.5% ตามลำดับ ขณะที่ปริมาณการค้าโลกขยายตัวอยู่ที่ระดับ 3.8-4.1%

ในส่วนเศรษฐกิจไทยปี 2559 จะมีความผันผวนสูงมากเนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ไม่แน่นอน และบางส่วนไม่ใช่ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ง่ายนัก ฉะนั้นช่วงของการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจึงค่อนข้างกว้างในปีหน้า โดยใน กรณีพื้นฐาน (มีความเป็นไปได้มากที่สุด มีความน่าจะเป็นมากกว่า 60%) อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีหน้าจะอยู่ที่ 3.2-4% กรณีดี มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวสูงกว่า 4% แต่กรณีนี้มีความเป็นไปได้น้อยที่สุดเพียงแค่ 10%

กรณีปัจจัยลบรุมเร้า มีความเป็นไปได้ไม่ต่ำกว่า 30% โดยแบ่งออกเป็น 5 แบบ ได้แก่

แบบที่ 1 ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรุมเร้าแต่ไม่มีปัญหาปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง โดยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่น่าจะต่ำกว่า 3%

แบบที่ 2 ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรุมเร้า รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจากเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป อัตราการขยายตัวจะต่ำกว่า 3% 

แบบที่ 3 ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจไม่มาก รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจากเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3%

แบบที่ 4 ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจไม่มาก รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจากเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีการเผชิญหน้าทางการเมืองอย่างรุนแรง และมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออก จะขยายตัวต่ำกว่า 2%

แบบที่ 5 ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจรุมเร้า รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจากเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีการเผชิญหน้าทางการเมืองอย่างรุนแรง มีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจกล่าวถึงได้ และมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอย่างไม่มีกำหนดแต่ไม่ปิดประเทศ อัตราการขยายตัวจะต่ำกว่า 1%

สำหรับโอกาสของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1. อัตราการเติบโตระดับสูงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2. การเติบโตขึ้นของเมืองใหม่และชุมชนตลอดแนวรถไฟที่เป็นผลบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง 3. โอกาสทางการค้าการลงทุนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 4.การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและแสดงถึงความคืบหน้าในการกลับสู่ประชาธิปไตยและการเลือกตั้งจะดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ ทำให้การเตรียมการการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจสามารถเริ่มดำเนินการได้ 5.อัตราการเติบโตของภาคท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์ ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

1.ผลกระทบภัยแล้งต่อเศรษฐกิจภาคชนบทและรายได้ของเกษตรกร

2.ปัญหาร่างรัฐธรรมนูญและการกลับคืนสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตย

3.สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนและสัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังทรงตัวในระดับสูงแม้นมีแนวโน้มลดลง

4.สัญญาณภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บาง Segment ดิจิตอลทีวี ธุรกิจค้าปลีก

5.ความไม่สมดุลในตลาดแรงงานขาดแคลนแรงงานในบางสาขาและว่างงานจากการย้ายฐานการผลิต ยังคงมีภาวะตลาดแรงงานตึงตัว

6.ปัญหาฐานะทางการเงินและการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง อย่างการบินไทย รฟท ขสมก

7.การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการแตกตัวของฟองสบู่ในจีน

8. นโยบายเข้มงวดทางการเงินเพิ่มขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

9. มีความเสี่ยงเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสร้างแรงกดดันให้เงินอ่อนค่ามากเกินไป โดยมาเลเซียมีความเสี่ยงวิกฤติดุลชำระเงินมากที่สุดในอาเซียน และอาจส่งผลกระทบต่อไทยได้