บทเรียนขั้นต้นประมูล4จี ประโยชน์ตกกับสาธารณะ

บทเรียนขั้นต้นประมูล4จี ประโยชน์ตกกับสาธารณะ

การประมูลคลื่น 4 จี ที่เพิ่งสิ้นสุดลง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

 โดยคลื่นย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ มีมูลค่าใบอนุญาตรวมกันกว่า 1.5 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ คิดเป็นค่าใบอนุญาตในการประมูลครั้งนี้ กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดประมูลใบอนุญาตและแข่งขันราคาให้เห็นกันอย่างเปิดเผย  และเชื่อว่าผู้ประกอบการที่เข้าประมูลในครั้งนี้ จะประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และความสามารถดำเนินธุรกิจไว้อย่างรอบคอบ ว่าสามารถทำกำไรได้

ประเด็นที่ถกเถียงกันในขณะนี้คือเรื่องราคาค่าบริการ ซึ่งตามนโยบายของภาครัฐต้องการให้การให้บริการคลื่น 4 จี ต้องราคาถูกลงกว่าคลื่นที่ให้บริการอยู่เดิม แต่ก็ยังเป็นประเด็นสงสัยว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งราคาค่าใบอนุญาตและค่าการตลาดที่อาจสูงตามมาจากการแข่งขันรุนแรง ซึ่งอาจเกิดความหวาดระแวงว่าภาคเอกชนอาจหาช่องว่าง เพื่อคิดค่าบริการเพิ่มขึ้นจากเดิม จนในที่สุดแล้วผู้บริโภคก็ต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม จากการประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อาจทำให้เราคลายใจลงได้ว่าการควบคุมดูแล การให้บริการจะสามารถทำได้ และเชื่อว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลจะมีเครื่องมือที่ดีพอในการควบคุมราคาค่าบริการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ว่าค่าบริการต้องถูกกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามกันต่อไป ระหว่างภาคเอกชนที่ถูกบีบด้วยแรงกดดันทางธุรกิจ กับฝ่ายรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมให้เป็นไปตามกติกา

หากราคาค่าบริการถูกลงจริง กรณีนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะการแข่งขันในการให้บริการประชาชน ซึ่งไม่ว่ากิจการประเภทใด เพราะหากรัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากระบบสัมปทานเดิม และประชาชนได้ประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะที่ดีอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา หลายบริการที่มีการผูกขาด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดโดยรัฐหรือเอกชน ก็ล้วนแต่สร้างภาระให้กับประชาชนและประเทศก็ไม่ได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

ที่สำคัญขณะนี้ รัฐบาลกำลังเร่งนโยบายปฏิรูปครั้งใหญ่ในรัฐวิสาหกิจของประเทศ โดยจะมีการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ ซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อมากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่ประสบกับปัญหาดำเนินงาน โดยเฉพาะการขาดทุนและไม่มีประสิทธิภาพในการให้บริการ และดูเหมือนว่าแนวทางการกำกับดูแลจะมีหลักคล้ายกับการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ กล่าวคือพยายามให้เกิดการแข่งขันและให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการบริการ

หากพิจารณาในหลักใหญ่ๆแล้วจะเห็นว่าความสำเร็จ การเพิ่มประสิทธิภาพและสาธารณะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีหน่วยงานกลางที่มีประสิทธิภาพมากพอในการกำกับดูแล แทนหน่วยงานเดิมที่สังกัดกระทรวงทบวงกรม และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือกฎกติกาต้องมีความเป็นธรรมและตรงไปตรงมา โดยมีประโยชน์สาธารณะเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งกรณีของการประเปิดประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดี แม้เป็นเพียงขั้นประมูลเท่านั้น

เราเห็นว่าการเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยไม่เอื้อประโยชน์ให้กับรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ อาจเป็นหลักการที่ถูกทิศถูกทางมากที่สุด เพราะนอกจากรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุดแล้ว ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ด้วยจากการแข่งขันให้บริการ เราหวังว่าภาครัฐอาจใช้หลักการนี้กับการให้บริการอื่นของรัฐที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้ เพราะหาไม่แล้ว ในบางหน่วยงาน ภาครัฐก็จำเป็นต้องอุ้มเสียงบประมาณไม่มีสิ้นสุด ขณะการให้บริการก็ไร้ประสิทธิภาพ