ประโยชน์ทับซ้อน ของภาคประชาสังคม?

ประโยชน์ทับซ้อน ของภาคประชาสังคม?

เรื่อง ส.ส.ส.ต้องรอผลการสอบสวน แต่เรื่องพลังงานสังคมพึงระวังได้แล้ว

หนึ่งในประเด็นโจมตีของ “ฝ่ายทวงคืน” คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการ ที่ไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท.ซึ่งถูกมองว่าจะรักษาผลประโยชน์ของบริษัท หรือนักการเมืองที่แต่งตั้งตน มากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติตามหน้าที่รับผิดชอบในตำแหน่งราชการ จริงไม่จริงตรงไหนเรื่องนี้คงต้องเป็นอีกบทความ

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีแผนการที่จะปฏิรูปประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจผ่านการจัดตั้ง “บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ” (Super Holding) ซึ่งสังคมยังรอดูกฎหมายที่จะออกมาจาก “Super Board” ว่าจะมีรูปแบบ-กลไกอย่างไร? จะป้องกันการหาผลประโยชน์จากการรวมศูนย์ด้วยวิธีใด?

ขณะที่ Super Holding ยังไม่คลอด คปพ.ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการหลายระดับ มีการกีดกันข้าราชการและคนบางกลุ่มที่อาจเป็นประโยชน์ พร้อมกับการ “ล็อคสเปค” ให้ตนเองและพวกพ้องได้เข้ามาสู่ตำแหน่ง

ในระดับสูงสุด (มาตรา 22) มี “คณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการปิโตรเลียม” (คกป.) 29 คน (31 รวมฝ่ายเลขาฯ) ประกอบด้วย (1) นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน (2) กรรมการโดยตำแหน่งจากราชการ 9 (ปลัดกระทรวง: กลาโหม พลังงาน คลัง ทรัพย์ฯ อธิบดี: ที่ดิน ประมง สรรพากร เลขาธิการ/ผู้อำนวยการสำนักแผน: กระทรวงทรัพย์ฯ พลังงาน) กับ 1 นายกสภาทนายความ (3) ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคม (ปชส.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค สุขภาพ ทรัพยากร รวม 12 คน (4) ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน

ร่างกฎหมายนี้มีความขัดแย้งในตัวเองหลายจุดหลายที่ เช่น ส่วนท้ายมาตราเดียวกันระบุว่า ให้คณะกรรมการเลือกประธานจากกลุ่ม (3) ซึ่งคือ ปชส.แต่ระบุเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ซึ่งขัดกันเองและขัดแย้งกับข้อ (1) ที่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

จะเห็นว่า ปชส.มีสัดส่วนอย่างน้อย 41% (12 ใน 29) แต่คณะกรรมการที่สรรหากลุ่ม (3) และ (4) (มาตรา 25) มีน้ำหนัก ปชส.สูงมาก คือ 8 ใน 13 คน มีการ “ล็อคสเปค” ระบุชื่อองค์กรชัดเจนสำหรับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและสหพันธ์องค์การผู้บริโภค

ทั้งนี้ มาตรา 27 กำหนดลักษณะต้องห้าม อาทิ ข้าราชการหน่วยงานในกลุ่ม (2) และผู้บริหาร/ผู้ถือหุ้นกิจการปิโตรเลียม/ผู้ได้รับผลประโยชน์อื่นใด รวมถึงอดีตคนกลุ่มเหล่านี้ที่พ้นสถานะมาแล้วไม่เกิน 5 ปี จึงมีแนวโน้มว่าผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 จะต้องเป็นบุคคลที่ถูกใจ ปชส.ฝ่ายที่ล็อคสเปค

ในทางปฏิบัติ สัดส่วน ปชส.อาจขึ้นไปถึง 62% การให้ผู้ไม่ต้องรับผิดชอบได้ใช้อำนาจบริหารนั้น ถูกหลักธรรมาภิบาลหรือ?

ทั้งนี้ การกำหนดให้ผู้ทรงคุณวุฒิต้องพ้นสถานะ ที่เข้าถึงความรู้ความเข้าใจในกิจกรรมปิโตรเลียมเป็นอย่างดี เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีนั้น จะทำให้ประเทศจะเสียโอกาส เนื่องจากกิจกรรมปิโตรเลียมมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเร็วตลอดเวลา จึงเป็นการกีดกันผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริง

ระดับถัดลงมา (มาตรา 43) มี “คณะกรรมการบรรษัทปิโตรเลียม” (คบป.) 26 คน ประกอบด้วย (1) รมต.พลังงานเป็นประธาน (2) ผู้ที่ รมต.แต่งตั้ง 10 คน แต่ตั้งตามคำแนะนำของ คปก.(3) ผู้แทน ปชส.10 คน (4) ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ซึ่งมาจากหลักเกณฑ์การสรรหาของ คกป.(ถัดลงมามีคณะกรรมการบริหารบรรษัท ที่ คบป.แต่งตั้งโดยการเสนอขององค์กรซึ่งเป็น ปชส. 3 ใน 7)

ผลในทางปฏิบัติ คบป.เพียง 1 ใน 26 คนเท่านั้น ที่จะมีความคิดอิสระจากกลุ่ม ปชส.ที่จะครอบงำการตัดสินใจตั้งแต่ระดับบนสุด

อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าแนวคิดเรื่องบรรษัทพลังงานนั้น วิ่งสวนทางการพัฒนาเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก

ท้ายที่สุดร่างฯ ยังมีบทเฉพาะกาลที่ตั้ง “คณะกรรมการบริหารปิโตรเลียม” 17 คน ประกอบด้วย ปชส.7 คน ได้แก่ ผู้แทน คปพ.ที่เสนอร่างฯนี้ กับ 6 องค์กร ปชส.ที่ “ล็อคสเปค” ไว้ และผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรา 27 อีกเช่นกัน (ระบุ 26 แต่ดูเนื้อความน่าจะพิมพ์ผิด)

เสนอร่างกฎหมายให้ตนและพวกมีตำแหน่งหน้าที่อย่างนี้ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?

การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ต้องใช้ประโยชน์จากผู้มีความรู้จริง โดยเฉพาะในเรื่องที่ซับซ้อนและพัฒนาเร็วอย่างปิโตรเลียม ตามหลักธรรมาภิบาลผู้มีอำนาจตัดสินใจ จะต้องมีความรับผิดชอบด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะผลักดันสิ่งที่ตนถูกใจโดยไม่รู้จริง และไม่คำนึงถึงผลกระทบเสียหายต่อประเทศที่อาจตามมา

นักการเมืองจากระบบเลือกตั้ง มีกฎหมายควบคุมหลายอย่าง รวมทั้งการตัดสินของประชาชนที่จะไม่เลือกในครั้งต่อไป ยังมิวายมีการทุจริตให้เห็นบ่อยๆ แต่นักการเมืองภาคประชาชนขอเพียงเสียงกร้าวกรีดดัง สร้างกระแสได้ระดับหนึ่ง ก็จะมีอำนาจได้ตามร่างกฎหมายนี้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ภาคประชาชนควรจะเป็นฝ่ายตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ ไม่ว่ามาจากการเลือกตั้งหรือไม่ มากกว่าเข้ามาบริหารเสียเอง หรือเป็นที่ปรึกษาก็ยังสร้างสรรค์กว่า

น่าจะช่วยกันเร่งรัดให้รัฐบาลเข้าร่วมโครงการ เพื่อความโปร่งใสในการสกัดทรัพยากร (EITI) โดยเร็วที่สุด เพราะจะมีคณะกรรมการไตรภาคีจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งจะได้ใช้กลไกเข้าถึงข้อมูลที่มากและซับซ้อน ได้ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะอย่างเป็นทางการและสร้างสรรค์ ในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ปิโตรเลียม ไปจนถึงโปแตซและเหมืองทอง

คปพ.กล่าวหาผู้อื่นมาโดยตลอดว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เคยไว้วางใจใคร ไม่ว่าข้าราชการหรือนักวิชาการ ที่มีความเห็นขัดแย้งกับกลุ่มของตน แล้วจะให้สังคมไว้ใจได้อย่างไรว่า ตัวแทนที่ คปพ.เสนอให้เข้าไปบริหารรู้จริง และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน บริหารเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตน? (ลงในโพสต์ทูเดย์ พุธ 11 พฤศจิกายน 2558) ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด