‘สมาร์ทเลดี้’ กับทางเดินของหญิงไทย

‘สมาร์ทเลดี้’ กับทางเดินของหญิงไทย

บอกอะไรเราบ้างในมิติของผู้หญิงและการเมือง?

การมาอย่างสง่างามด้วยระบบปาร์ตี้ลิสต์ ในการเมืองเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย และออกไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของหญิงไทยคนแรกอย่างบอบช้ำในทุกด้าน ดังที่เราเห็นอยู่ คือ เริ่มจากประกาศยุบสภาฯหลังถูกฝูงชนประท้วงยาวนาน ตามด้วยศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาสิ้นสภาพรักษาการนายกฯ กรณีย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในระหว่างสุญญากาศทางการเมืองนั้น ก็ได้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 20 ในช่วงเวลา 82 ปี แห่งประชาธิปไตยของไทย โดยที่รัฐบาลทหารยังจะอยู่ต่อไปนับจาก พฤษภาคม 2557 ถึงต้นปี 2559 เป็นอย่างน้อย

ประการแรก ความก้าวหน้าและประโยชน์ใดๆ ทางเศรษฐกิจการเมือง ที่ตกมาถึงพลเมืองหญิงอย่าง “สายฟ้าแลบ” นับตั้งแต่การจัดสรรอำนาจการเมืองการปกครองให้หญิงผู้ลงเวทีการเมืองเพียง 49 วัน อายุ 44 ปี ให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 60 ปี การตั้งกองทุนพัฒนาสตรีอย่างมีเงื่อนประชานิยมพ่วงกับพรรคการเมือง โครงการ “สมาร์ทเลดี้” ที่มุ่งสร้างเครือข่ายเพื่อพรรค ล้วนแล้วแต่ไร้ความยั่งยืน เพราะมาจากการ “จัดให้” ในระบอบประชาธิปไตยอันไม่เสถียร ระบบพรรคการเมืองที่อ่อนแอ ไร้รากฐานสนับสนุนจากกลุ่มพลังทางการเมืองเข้มแข็ง ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อทหารเข้ามา “มีส่วนร่วม” ด้วยการรัฐประหารอยู่เป็นระยะๆ

ปรากฏว่า เมื่อนายกฯต้องลงเก้าอี้อย่างไม่สง่างาม ชนิดลำพังตัวเองก็จะเอาไม่รอด โครงการต่างๆ ก็จึงถูกล้มทั้งยวงอย่างไม่ตายก็ไม่โต โดยไม่มีใครสนใจจะนึกถึงหลักการใดๆ ที่เป็นสากลว่า พลเมืองทุกกลุ่มที่ด้อยโอกาส เช่น พลเมืองหญิง ชนกลุ่มน้อย เกษตรกร พลเมืองสูงอายุ ควรที่รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร ต้องสนใจหาทางช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

มาตรว่ากลุ่มด้อยโอกาสอื่นๆ ยังพออยู่ในความสนใจและอยู่ในนโยบายของรัฐบาลทหาร ทว่า สำหรับกลุ่มพลเมืองสตรี ดูจะ “ตกกระป๋อง” ไปราวกับโยนกรวดลงทะเล ไร้แม้แรงกระเพื่อม

เช่น แม้รัฐบาลทหารทำถูกแล้วในการปรับเปลี่ยนกองทุนพัฒนาสตรี ที่รัฐบาลนายกฯหญิงตั้งขึ้นด้วยอำนาจพิเศษ ให้สิ้นไปจากสำนักนายกรัฐมนตรี ทว่า การนำงานกองทุนพัฒนาสตรีไปขึ้นอยู่กับกรมการพัฒนาชุมชน เป็นความเข้าใจถูกต้องแล้วหรือ โดยเรื่องนี้ได้ทำลุล่วงไปแล้วอย่างไม่มีใครไยดี ไม่เป็นแม้แต่ประเด็นห่วงใย เหมือนกับการที่รัฐบาลทหารเพียงแต่มีวาระจะพิจารณาองค์การมหาชน ที่ทำงานด้านสถาบันองค์ความรู้ต่างๆ เช่น ห้องสมุดที เค พาร์ค สถาบันการออกแบบนวัตกรรมฯ พิพิธภัณฑ์สยาม ก็มีผู้ตีปี๊บตั้งแต่ก่อนครม.จะพิจารณามีมติใดๆ

การจัดสรรให้กลุ่มพลเมืองด้อยโอกาส เช่น สตรีได้เข้าถึงกองทุนขนาดเล็ก หรือไมโครเครดิต (micro credits) ควรเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับพลเมืองสตรีระดับล่างในบ้านเราอย่างยิ่ง นอกจากรัฐบาลต้องจัดทำโครงการอย่างมีแผนใหญ่กำกับ ทั้งเป็นแผนระยะยาวเพื่อการพัฒนาสตรีอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ในทุกกระทรวง ทบวง กรม ยังต้องมีแผนระยะสั้น เช่น เพื่อการลงทุนขนาดเล็กระดับครัวเรือน ซึ่งอาจเล็กเสียยิ่งกว่า เอส เอ็ม อี อย่างเช่น ปลูกผักไร้สารในสวนครัวโดยกลุ่มสมาชิก (เช่น กลุ่มสตรีบ้านต๊ำ จ.พะเยา) การทำดอกไม้จันทน์โดยใช้เปลือกและซังข้าวโพด ซึ่งกองทุนกู้ยืมขนาดเล็กที่ว่านี้ต้องถือเป็นงาน “กิจกรรมเศรษฐกิจ” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องออกแบบควบคุมดูแล ให้ออกดอกผลมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจสูงสุด รวมทั้งฝึกทักษะพาณิชย์ ไม่ใช่ทำไปอย่างเป็น “กิจกรรมพัฒนาชุมชน”ซึ่งหวังผลทางการปกครองทางสังคมมากกว่า

เชื่อไหมว่า กองทุนกู้ยืมขนาดเล็กสำหรับสตรี ในวงเงินเพียงรายละ 5,000-10,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำผ่อนคืนระยะ 6-10 เดือน โดยผ่านระบบบริหารจัดการของหมู่บ้านที่ในปัจจุบันเข้มแข็งพอควร (หรือจะพัฒนาให้เข้าระบบธนาคารก็ย่อมทำได้) ก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการขาดเงินสดเฉพาะหน้าในหลายๆ ครอบครัวได้ เช่น สามารถนำเงินมาหมุนเวียนปลูกผักสวนครัวขาย โดยใช้แรงงานลูกด้วยหลังเลิกเรียนและวันหยุด หัวหน้าครอบครัวสามารถนำมาทดรองใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม โดยไม่ต้องไปกู้ยืมดอกเบี้ยสูง โดยเฉพาะในครอบครัวมีหัวหน้าเป็นสตรี เพราะสามีหย่า ทอดทิ้ง หรือเสียชีวิต

ในการลงทะเบียน “เกษตรกรคนจนคนด้อยโอกาส” รัฐบาลทหารได้คำนึงถึงครอบครัวเกษตรกร และคนชั้นล่าง ที่มีสตรีเป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นพิเศษหรือไม่

ประการที่สอง โดยที่สถาบันทหารถือเป็นสถาบันที่ชายครอบงำ เพราะเป็นอาชีพของชาย มีจุดเด่นในเรื่องวินัย ยึดถือระบบอาวุโส ตามระบบชายเป็นใหญ่ (patriarchy) และพ่อเป็นใหญ่ (paternalism) ความก้าวหน้าของผู้หญิงในกองทัพไทย มีอุปสรรคมากมายดังที่ อรอนงค์ พุกกะคุปต์ นำเสนอใน วารสารสตรีและเยาวชนศึกษา ประจำปี 2557 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรื่อง “ทหารหญิงกับการพัฒนาความก้าวหน้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารในระดับสูงในกองทัพบกไทย” ดังนั้น ที่รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันจะขยับจากระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ (despotic paternalism) เข้มข้นแนว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (hard paternalism) มาเป็นแบบ ”ลุง” อุปถัมภ์ ที่ลดความเข้มลง (soft paternalism) ดังการเรียกขาน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “ลุงตู่” แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในระบบชายเป็นใหญ่

การพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีในประเด็นต่างๆ เช่น กองทุนกู้ยืมขนาดเล็ก สุขอนามัย กลุ่มพลังการเมืองในฐานะผู้เลือกตั้ง กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มสิทธิที่พักอาศัย กลุ่มสิทธิพลเมือง กลุ่มสตรีในรัฐสภา เป็นแนวทางสำคัญเสมอสำหรับความก้าวหน้าของสตรี สามารถทำได้ในทุกกาละ ไม่ว่าจะภายใต้รัฐบาลทหารหรือพลเรือนหรือลูกผสม