วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเทศไทยมาถึงวันนี้ได้อย่างไร (2)

ในคราวก่อนได้พูดถึงว่า ประเทศไทยมาถึงวันนี้ได้อย่างไร วันที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอที่สุดในกลุ่มประเทศ

เพื่อนบ้านในอาเซียน ภาวะที่คนไทยมีหนี้รวมท่วมหัว กำลังซื้อของประชาชนซบเซา มองไปทางไหนก็มีแต่คนต้องการขายของแต่ไม่มีคนซื้อ ซึ่งในต้นสัปดาห์นี้สภาพัฒน์จะได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของไทยว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีก่อนหน้า ทำให้ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ร้อยละ 9 ทำให้คาดการณ์ว่า ในปีนี้จะเติบโตได้ประมาณ ร้อยละ 3 รวมทั้งมีคาดการณ์ว่าในปีหน้าจะกระเตื้องดีขึ้นเล็กน้อย ในอัตราร้อยละ 3-4 ซึ่งยังนับว่าเป็นการเติบโตกว่าศักยภาพระดับปกติ เป็นความอ่อนแอ เนื่องจากปราศจากภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยต่างๆ

มองไปข้างหน้าปี 2559 ยังมีปัจจัยที่ยังไม่แน่นอนอีกหลายประการ ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เจริญเติบโตได้ในอัตราปกติ ปัจจัยที่เป็นด้านบวก คือ

หนึ่ง ราคาพลังงานที่ราคาน้ำมันดิบจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ น้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สำคัญ การอ่อนตัวของราคาน้ำมัน มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่เป็นผู้บริโภครายใหญ่ ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เคยเติบโตสูงมาเป็นการเติบโตที่มีความสมดุลมากขึ้นตามขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น

สอง กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ก็ยังจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอีกต่อไป ที่มีคาดหวังว่าธนาคารกลางยุโรป และญี่ปุ่นจะประกาศใช้คิวอี (quantitative easing) หรือการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และ

สาม การผลักดันการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่น่าจะมีความก้าวหน้าได้ในหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟรางคู่ หรือระบบขนส่งมวลชน

สำหรับปัจจัยที่จะฉุดการขยายตัว ยังคงเป็นปัจจัยเดิม ที่ล่าสุดจะถูกซ้ำเติมจากภัยการก่อการร้าย ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ใจกลางกรุงปารีส มีผู้เสียชีวิตประมาณ 119 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ทั้งยังมีการขู่อีกว่าจะมีการก่อวินาศกรรมในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นในเมืองสำคัญๆ ของโลก ซึ่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้เริ่มมีมาตรการตอบโต้ และกลุ่มประเทศพันธมิตรเองก็คงจะไม่อยู่นิ่งเฉย ที่จะมีการตอบโต้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะรุนแรงมากน้อยอย่างไร การก่อการร้ายที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นและคุกคามกลุ่มประเทศตะวันตก จะส่งผลกระทบที่สำคัญ ต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฮีโร่ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2558

ประการที่สอง ปัจจัยฉุดที่สำคัญและยังคงอยู่ก็คือ วิกฤติขาดแคลนน้ำ ที่ปริมาณต้นทุนน้ำในเขื่อนหลัก 4 แห่งของประเทศ เหลืออยู่เพียงประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น เทียบกับระดับร้อยละ 60 ของระยะเดียวกันของปีก่อน ทำให้จะมีน้ำสำหรับใช้ในช่วง 6-7 เดือนข้างหน้าค่อนข้างจำกัด จนรัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรไม่ให้ปลูกข้าวนาปรังเป็นการชั่วคราว เพราะคงต้องให้ความสำคัญหลักต่อการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการผลักดันน้ำเค็ม

เรื่องวิกฤติน้ำ ต้องยอมรับว่าน้ำต้นทุนที่ต่ำนี้จะเรื้อรังไปอีกระยะหนึ่ง หลายปีจึงจะสามารถสะสมน้ำต้นทุนในเขื่อนได้พอเพียงต่อการใช้ ซึ่งก็มีข่าวในสังคมออนไลน์ว่าในปี 2555 มีการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดที่มีการระบายน้ำทิ้งจากเขื่อนหลักในปริมาณที่มาก หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 จนเป็นที่มาของการลดลงของปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก และยังฉวยโอกาสนี้บิดเบือนกล่าวหาว่ารัฐบาลใจร้าย ไม่ยอมให้เกษตรทำนาปรัง

ประการที่สาม ก็คือ การที่ราคาสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยาง มันสำปะหลัง ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากความต้องการของตลาดโลกยังคงอ่อนตัวตามเศรษฐกิจโลก และประการที่สี่ คือ ปัญหาหนี้สินของครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ในระดับของหนี้ท่วมหัว และประการสุดท้าย น่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นที่ยังไม่ดีขึ้น ข่าวการทุจริตคอร์รัปชันและการโกงกินยังปรากฏอย่างต่อเนื่อง การดำเนินคดีกับผู้ที่ทำความเสียหายเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความสนใจต่อการลงทุนในประเทศลดด้อยลงไป

ความเสียหายจำนวนมหาศาลและการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการรับจำนำข้าว ได้ถูกบิดเบือนและถ่วงเวลามาอย่างไร้ความละอาย โดยอ้างว่าคดี (ทางอาญา) ยังไม่สิ้นสุด แต่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเรื่องตั้ง มีอคติในการฟ้องเรียกร้องความเสียหาย จากโครงการที่ได้มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา ทั้งที่เป็นคนละประเด็นกัน เพราะข้อกล่าวหา คือการจงใจปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ จนก่อให้เกิดความเสียหาย ที่ปรากฏชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบของ สตง.หรือคณะอนุกรรมการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ โครงการดังกล่าวทำให้เกิดสต็อกข้าวเน่า ข้าวเสียอยู่มูลค่านับสิบล้านตัน

นอกเหนือจากมีการทุจริตในขั้นตอนการดำเนินโครงการ เช่น การขายข้าวจีทูจีปลอม โครงการที่แถลงต่อรัฐสภาไม่ได้เป็นหลักประกันความถูกต้องชอบธรรม แต่ต้องมีการดำเนินงานที่ไม่ก่อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ซึ่งตราบใดที่ผู้กระทำผิดยังไม่สำนึกผิด และยังลอยนวลอยู่ในสังคมเช่นนี้ ก็บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจ หรือนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ ทำให้ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลอง และล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ