วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไต้หวันกับจีน ยากจะเปลี่ยน Status Quo

การพบปะครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่าง หม่า อิงจิ่ว ผู้นำรูปหล่อ ประธานาธิบดีสองสมัยของสาธารณรัฐจีน

การพบปะครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่าง หม่า อิงจิ่ว ผู้นำรูปหล่อ ประธานาธิบดีสองสมัยของสาธารณรัฐจีน กับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนรุ่นใหม่ที่ดำเนินนโยบายเชิงรุกทะลุกรอบ มีขึ้นที่สิงคโปร์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะไม่มีข้อตกลงใดๆ ออกมา แต่การพบปะกันครั้งนี้ น่าจะเกิดแรงกระเพื่อมต่อทุกฝ่าย

สิ่งที่ได้รับจากการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ น่าจะเป็นจีนได้ประโยชน์ ก๊กมินตั๋งไม่ได้อะไรนอกจาก หม่า อิงจิ่ว จะสร้างตำนานเพื่อตัวเขาเอง ปีหน้าเราอาจจะเห็นจีนแดงกับรัฐบาลใหม่ของไต้หวันขบกัน ขณะที่ไต้หวันก็จะคงสถานะทางการเมืองการปกครองเดิมอยู่อย่างนี้ต่อไป

นับตั้งแต่ที่ เหมา เจ๋อตง นำพลพรรคคอมมิวนิสต์ไล่บี้จอมพล เจียงไคเช็ก ตกทะเล เมื่อปี 1949 จีนแผ่นดินใหญ่กับจีนเกาะก็แยกกันขาด ไม่มีผู้นำสูงสุดของทั้งสองฝ่ายพบปะกันเลย ต่างฝ่ายต่างเดิน ต่างสร้างชาติ ดำรงความเป็นปรปักษ์ทางการเมืองอย่างเหนียวแน่น

โชคชะตาเข้าข้างรัฐบาลปักกิ่งมากมายหลายขุม ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ชาติตะวันตกยกจีนแผ่นดินใหญ่ ให้กลายเป็นพี่เบิ้มในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แทนที่จีนคณะชาติหน้าตาเฉยตั้งแต่ปี 1971

เศรษฐกิจจีนที่ร้อนแรง ทำให้จีนยกระดับตนเองในทุกด้าน และแผ่อิทธิพลโอบล้อมไต้หวัน ด้วยการบีบให้มิตรต่างๆ ของไต้หวันหันมารับรองจีนแทน สวนทางกับไต้หวันที่เศรษฐกิจไม่ดี ต้องหันมาพึ่งพาการค้าการลงทุนข้ามพรมแดนจากจีน แต่สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ไม่ยอมจีน” ขึ้นมา

เดิมทีพวก “ไม่ยอมจีน” ก็คือพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคมรดกของเจียงไคเช็กนั่นแหละ นับตั้งแต่ที่พวกเขาขึ้นฝั่งยึดที่มั่นบนเกาะไต้หวันได้ ก๊กมินตั๋งก็คือ ผู้นำทุกองคาพยพของเกาะแห่งนี้ เกาะที่พวกเขาเรียกว่าเป็นประเทศสาธารณรัฐจีน เจียงไคเช็กและลูกชายปกครองในระบอบกึ่งเผด็จการมานาน ทหารคุมบนดิน แก๊งมือดำคุมใต้ดิน แต่สุดท้ายก็ทานอำนาจของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้

หลี่ เต็งฮุย คนของก๊กมินตั๋งเอง เป็นผู้เปิดประตูสู่การปฏิรูป และนำ “ความเป็นไต้หวัน” เข้ามาแข่งกับ “ความเป็นจีน” ลีเป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งครั้งแรกของไต้หวันในปี 1996 แล้วจากไป ทิ้งมรดกความเป็นไต้หวันนี้ให้แก่พรรคฝ่ายค้านอย่าง Democratic Progressive Party (DPP) ครองอำนาจต่อในช่วง 2000-2008

ชาวไต้หวันในยุคสหัสวรรษใหม่ มีความคิดแตกแยก แต่มีกำลังแต่ละฝ่ายทัดเทียมกัน ช่างเหมือนคนไทย

นั่นคือพวกหัวเก่าที่มักสนับสนุนก๊กมินตั๋งนั้น คิดว่าตนป็นคนจีน พวกเขาอยากกลับไปยึดจีนแผ่นดินใหญ่ ล้างด้วยการกลายเป็นรัฐบาลที่นั่น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง กับพวกหัวใหม่ที่มักเกิดบนเกาะไต้หวัน หลังปี 1949 พวกเขาคิดว่าเขาคือชาวไต้หวัน มีอธิปไตย และวิถีของตนเอง ไม่หวังจะไปรวมชาติกับใคร

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มนี้ยังเกรงจีนอยู่ในใจ จึงอยากรักษา Status Quo ไม่กล้าประกาศสถานะใหม่ของชาติแต่อย่างใด ส่วนพวกที่มีน้อยกว่าสองกลุ่มนี้ ก็คือพวกโปรจีน อยากให้ไต้หวันกลับสู่อ้อมอกจีนอย่างที่ฮ่องกงและมาเก๊าเป็น

แต่การที่ฝ่ายหัวใหม่ได้อำนาจในช่วงต้นสหัสวรรษนั้น ทำให้ก๊กมินตั๋งต้องพลิกวิเทศโลบายของตนแบบ 360 องศา เพราะเกรงว่า DPP อยู่ยาว ตนจะอดอยากปากแห้งนานไป

ในปี 2005 ประธานพรรคก๊กมินตั๋งในเวลานั้นคือ เหลียน ชานเลยไปเยือนจีนพบปะกับประธานาธิบดี หู จิ่นเทา เข้าทำนองศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ก๊กมินตั๋งนับตั้งแต่นั้นจึงเดินแนวรักษาสัมพันธ์อันดีกับจีน ไม่ท้าทายอยากพิชิตแผ่นดินใหญ่อีก

รัฐบาลปักกิ่งก็เล่นบทฉลาด พอพรรคก๊กมินตั๋งได้อำนาจคืนตั้งแต่ปี 2008 จีนก็ไม่คุกคามไต้หวันด้วยวาจาอีก (แต่ยังไม่เลิกจ่อขีปนาวุธใส่) ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวข้ามช่องแคบนั้น อาจพยุงเศรษฐกิจไต้หวันได้จริง แต่จีนได้มากกว่าตรงที่กรงเล็บอิทธิพลเชิง Soft power โอบล้อมไต้หวันกระชับขึ้น

และเพราะสถานการณ์เป็นแบบนี้ กระแสของ หม่า อิงจิ่ว ในวาระที่สองตั้งแต่ปี 2012 จึงตีกลับ ชาวไต้หวันไม่พอใจจีนมากขึ้นที่เล่นบทพี่ใหญ่ ยิ่งจีนโชว์พาวในทะเลจีนใต้ และตะวันออกมากเท่าไร  คนไต้หวันยิ่งไม่ชอบใจ เพราะก็อ้างสิทธิ์ในเกาะ เตียวหยู และสแปรตลี ด้วยเหมือนกัน

คะแนนนิยมพรรคก๊กมินตั๋งตกต่ำ จนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ม.ค.ปีหน้า คงชัวร์แน่ว่านาง ไช่ อิงเหวิน ผู้นำพรรค DPP จะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ดังนั้น ก๊กมินตั๋งจึงต้องทำอะไรสักอย่างที่นอกกรอบเพื่อฉุดกระแสให้มาทางตน

การพบกับจีนคราวนี้ก๊กมินตั๋งจึงเท่ากับเตือนให้ประชาชนได้คิดว่า เลือกพวกตนอย่างเดิม ก็ไม่ต้องหวาดผวาจีน แต่ถ้าเลือก DPP ไต้หวันก็อาจมีปัญหากับยักษ์ใหญ่เหมือนยุคที่ เฉิน สุยเปี่ยน บริหารประเทศ

แต่ผมไม่คิดว่าการกระทำแค่นี้จะเปลี่ยนใจคนไต้หวันได้ เพราะนางไช่ ก็ลุ่มลึกไม่เบา ถึงรัฐบาลปักกิ่งจะไม่ชอบเธอ แต่เธอก็มิได้โฉ่งฉ่างแบบเฉิน

ปีหน้าจีนกับไต้หวันจะกระทบกันมากขึ้นก็จริง แต่คงไม่ต้องถึงกับให้สหรัฐมาลอยลำเรือพิฆาตในช่องแคบหรอกกระมัง

งานนี้ที่จะได้ผลดีอยู่บ้างก็คือตัวหม่าเอง แต่ก็จะไปเห็นผลในอีกหลายสิบปีข้างหน้า คือถ้าไต้หวันรวมกับจีน หรือจีนกลายเป็นประชาธิปไตย คนก็อาจจะพูดว่าเหตุการณ์นั้นมีจุดเริ่มมาจากการพบปะกันระหว่างสองสิงห์ข้ามช่องแคบเมื่อ 7 พ.ย.2015

แต่ดูจากสถานการณ์วันนี้ ไต้หวันคงจะ Status Quo ไปอีกนาน อย่างน้อยก็นานกว่าแผนการรวมดินแดน “ที่เคยเป็นจีน” ของรัฐบาลปักกิ่งจะบรรลุผลนั่นแหละครับ