วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตรัฐวิสาหกิจไทยภายใต้พลวัตศตวรรษที่ 21 (2)

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ (I) การปรับปรุงประสิทธิภาพ (II) การลดภาระหนี้สาธารณะ

และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ (III) การปรับโครงสร้างตลาดจากการผูกขาดสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม (IV) การจัดตั้งและการดำเนินการขององค์กรกำกับดูแลที่คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในด้านคุณภาพ ความเพียงพอและราคาของบริการ (VI) การรักษาสมดุลระหว่างบทบาทของทุนต่างชาติกับการพึ่งพาตนเองของทุนในประเทศ

การมองอนาคตรัฐวิสาหกิจไทยครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเปิดเวทีให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสมควรจะดำเนินการต่อไปอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจจะนำผลผลิตที่เกิดขึ้นในโครงการมองอนาคตรัฐวิสาหกิจไทย ไปสู่การแสดงความคิดเห็นที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น อาทิ การพัฒนาภาพอนาคตที่อาจเป็นจริงได้ในรูปแบบอื่นๆ มากว่า 4 ภาพ ตลอดจนการเสนอนโยบายสาธารณะที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ จากบุคคลหลากหลายประเภทมากยิ่งขึ้นต่อไป เมื่อมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและจริงจัง การมองอนาคต (Foresight) จะส่งเสริมความน่าเชื่อถือ (Credibility) และความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ (Authority) เกี่ยวข้องโดยตรง และสามารถให้มุมมองและแนวทางๆ ใหม่ในการดำเนินนโยบายสาธารณะในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ในกลุ่มประเทศ Organization for Economic Co - Operation and Development (OECD) พบว่าการแปรรูปโดยการขายหุ้นให้สาธารณะผ่านตลาดหลักทรัพย์ เป็นรูปแบบที่ทำกันมากที่สุด โดยเฉพาะกิจการที่มีทรัพย์สินขนาดใหญ่ (เช่น กิจการสื่อสารและธุรกรรมการเงิน) รองลงมาคือ รูปแบบการขายกิจการ โดยเฉพาะกิจการที่มีสินทรัพย์ไม่ใหญ่มากในประเทศเล็กที่ตลาดยังไม่พัฒนาเต็มที่ ในขณะที่หลายๆ ประเทศ มีการใช้วิธีผสมผสานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด จากการขายและบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น อาจใช้วิธีขายให้แก่ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Buyers) เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการวิทยาการ และเทคโนโลยี ในขณะที่บางส่วนอาจขายให้แก่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนทั่วไป เพื่อพัฒนาตลาดทุน ประสบการณ์ในกลุ่มประเทศ OECD พบว่าการแปรรูปโดยส่วนใหญ่ขายเป็นหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ สามารถสร้างรายได้ได้สูงสุดในช่วงปี 2539 - 2542 และลดลงหลังจากนั้น เนื่องจากตลาดหุ้นซบเซาและการแปรรูปชะลอตัวลง เพราะเหลือแต่กิจการที่ขายยากขึ้น โดยเฉพาะมีประเด็นในแง่การกำกับดูแล และความต้องการที่จะให้รัฐเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบ ดังนั้น รูปแบบหนึ่งที่คาดว่าจะมีความสำคัญมากขึ้น คือการเป็นหุ้นส่วนกันของสาธารณะและเอกชน (Public and Private Partnerships) เพื่อให้เป็นวิธีการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกหนึ่งในการแปรรูป (OECD, 2002)

ประเทศ New Zealand ใช้วิธีแปรรูปโดยการให้สัญญาว่าจ้าง ให้เอกชนรับช่วงไปทำบริการ (Contracting Out) โดยมีระบบบังคับใช้ที่เข้มแข็ง (Enforcement) ซึ่งวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา ที่มีระบบเศรษฐกิจภาคไม่เป็นทางการ (Informal Economics) มาก มีการบังคับทางกฎหมายต่ำ และมีการติดสินบน คอร์รัปชันมาก ซึ่งประเทศเหล่านั้นควรจะมีการปฏิรูปพื้นฐานปูทางไปสู่ระบบตลาด และเศรษฐกิจแบบเป็นทางการก่อนจึงจะทำอย่างนิวซีแลนด์ได้ (Schick, 1998)

การแปรรูปในประเทศ Bolivia มีลักษณะที่น่าสนใจและได้ให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์ ในอดีตช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 นั้น ประเทศโบลิเวียสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย รัฐบาลโบลิเวียได้นำเงินดังกล่าวมาจัดตั้งรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก และการตั้งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีการคอร์รัปชันในการซื้อเครื่องจักรและอื่นๆ อย่างมหาศาล นอกจากคอร์รัปชันแล้ว การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังมีปัญหาอื่นๆ (กระทรวงการคลัง 2543)

แหล่งที่มา: บทสรุปผู้บริหาร โครงการวิจัยมองอนาคตรัฐวิสาหกิจไทย อนุสรณ์ และคณะ