วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาคบริการท่องเที่ยวของไทย:ความสำคัญ ความท้าทายความยั่งยืน(2)

จากตอนที่แล้ว ที่ได้นำเสนอถึงความสำคัญของภาคบริการการท่องเที่ยว ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย

จากมุมมองด้านการค้าระหว่างประเทศ ของมูลค่าการส่งออกด้านบริการท่องเที่ยว (Balance of Trade in Tourism) โดยเป็นแหล่งที่มาสำคัญของรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ในตอนนี้ จะนำเสนอถึง (1) บทบาทของภาคบริการท่องเที่ยวต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (2) นำเสนอผลการประเมินความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และ (3) นัยทางนโยบายของภาคบริการท่องเที่ยวในระยะต่อไป

ในด้านบทบาทของภาคบริการท่องเที่ยว ที่มีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จากผลการศึกษาขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations–World Tourism Organization, UNWTO) ที่วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account: TSA) (รูป 1) ชี้ว่าในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคบริการท่องเที่ยวของไทย ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลทางตรงและผลทางอ้อม ดังนี้

1) ผลทางตรง (Direct Contribution) ที่เกิดจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย และรายจ่ายของภาครัฐ ที่ใช้สนับสนุนภาคการท่องเที่ยวโดยตรง ในช่วงปี 1993-2014 พบว่าภาคบริการท่องเที่ยว ได้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7 ของ GDP 2)

2) ผลทางอ้อม (Indirect Contribution) จากภาคบริการท่องเที่ยวที่ส่งผลเชื่อมโยงไปยังสาขาการผลิตอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยผ่านการสั่งซื้อสินค้าวัตถุดิบต่างๆ จากธุรกิจในภาคท่องเที่ยว เฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 ของ GDP ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ “ขนาดของผลทางอ้อมมีมากกว่าผลทางตรง” และ

3) ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผลประโยชน์จากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 16 โดยเฉพาะผลทางตรงที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนักสอดคล้องกับตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2013 ที่อยู่ประมาณ 146 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/วัน ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน สะท้อนถึงโอกาสที่ไทยจะสามารถยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้อีก

นอกจากนี้ ภาคบริการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งการจ้างงานสำคัญขนาดใหญ่ โดยปี 2014 มีแรงงานทำงานในภาคนี้อยู่ถึง 6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของการจ้างงานทั้งหมด โดยมีสัดส่วนสูงสุดเทียบกับภาคบริการอื่นๆ และยังสูงกว่าการจ้างงานในภาคภาคอุตสาหกรรม ที่มีสัดส่วนแรงงานเพียงประมาณร้อยละ 13.6 โดยเป็นรองเพียงภาคการเกษตรกรรมที่มีการจ้างงานร้อยละ 38

มองไปข้างหน้า สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (The Pacific Asia Travel Association) คาดการณ์ว่าอุปสงค์การท่องเที่ยวของโลกจะเพิ่มขึ้น ตามรายได้ของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าในปี 2019 ไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 47 ล้านคน จากจำนวน 29.4 ล้านคน ในปี 2015 การเติบโตอย่างมากของทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทยในระยะข้างหน้านี้ ถึงแม้ในด้านหนึ่งจะสร้างรายได้แก่ภาคบริการท่องเที่ยว แต่อีกด้านหนึ่งจะสร้างความไม่สมดุลและเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ของแหล่งท่องเที่ยวของไทยด้วย

จากข้อมูลดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Competitiveness Index: TTCI) ปี 2015 (ตาราง) จะเห็นว่าในภาพรวมความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทย ยังอยู่ในระดับต่ำ หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน ด้านการท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ ของโลก เช่น สเปน ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่มีจุดแข็งทั้งด้านแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม และด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน การท่องเที่ยวของไทยยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากไทยมีความโดดเด่นในแหล่งท่องเที่ยวด้านทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก

ในภาพรวม ผลจากดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวนี้ สะท้อนประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

1) ประเทศในกลุ่มยุโรปไม่ใช้นโยบายด้านราคาในการแข่งขัน ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนมักใช้นโยบายด้านราคาจูงใจ กล่าวคือ มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวของไทย ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

2) ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยโดยรวมแย่ลง เทียบกับการจัดอันดับครั้งก่อนในปี 2013 โดยดัชนีชี้วัดย่อย 7 ดัชนีในทั้งหมด 9 ดัชนี มีคะแนนลดลง

3) จุดอ่อนด้านอุปทานของการท่องเที่ยวไทยมี 3 ด้าน คือด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ด้านการคมนาคมทางบกและทางน้ำ และด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก ต่อความยั่งยืนของภาคบริการท่องเที่ยวของไทยในระยะข้างหน้า เนื่องจากไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวด้านทรัพยากรธรรมชาติในสัดส่วนสูง (World Tourism Organization, 2010)

ยกตัวอย่างกรณีการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น การเสื่อมโทรมของปะการัง อยู่ในระดับที่น่ากังวล (รูป 2) จากการศึกษาของกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง พบว่าสัดส่วนของปะการังมีชีวิตในทะเลไทย มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลจากทั้งปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) ในปี 2010 รวมถึงผลจากกิจกรรมและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มหรือกรณีล่าสุดของแหล่งท่องเที่ยวภูทับเบิก ที่พื้นที่ธรรมชาติถูกบุกรุกจนได้รับความเสียหาย กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นปัญหา และข้อจำกัดในภาคบริการท่องเที่ยว จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ที่เกินความสามารถในการรองรับ รวมทั้งด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยวของไทย

ในท้ายสุด ภาคบริการท่องเที่ยวจะเป็นความหวังที่จะช่วยพยุงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพรองรับความผันผวนได้ รวมทั้งการก้าวไปสู่ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ที่พึ่งพาภาคบริการตามทฤษฎีการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ขึ้นกับแนวนโยบายด้านบริการท่องเที่ยวที่สำคัญดังนี้

1) ควรเร่งให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ช่วยกันปรับปรุงและพัฒนาให้ภาคบริการท่องเที่ยวของไทยมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ด้านรายได้กับต้นทุนทางเศรษฐกิจ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งต่อการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ด้านวัฒนธรรม และความมั่นคง

2) ในช่วงที่ไทยก้าวเข้าสู่ AEC อย่างเต็มรูปแบบในปี 2015 ไทยควรเร่งสร้างพันธมิตรภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงด้านการเดินทางท่องเที่ยว ในกลุ่มสมาชิก AEC โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายตลาดการท่องเที่ยวให้กว้างขึ้น และการสร้างอาเซียนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกให้เกิดขึ้นจริงเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และ

3) ภาคประชาชนซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคบริการการท่องเที่ยว ทั้งเพื่อการพักผ่อนและเปิดโลกทัศน์ เสริมสร้างประสบการณ์ ควรช่วยกันดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งรักษาเอกลักษณ์และวิถีไทยให้สมกับเป็น “สยามเมืองยิ้ม” และเมืองแห่งผู้คนที่มีไมตรีจิตซึ่งเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างแท้จริง

.............................

ดร. เสาวณี จันทะพงษ์

กัมพล พรพัฒนไพศาลกุล