ปัญหาขาดทุนอย่างหนักของการบินไทย ฐานะการเงินที่ย่ำแย่ของธนาคารของรัฐบางแห่ง
รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาขาดทุนสะสมอย่าง ขสมก. และ รฟท.อยู่ในภาวะล้มละลาย ต้องอาศัยเงินกู้ยืมจากรัฐบาลพยุงกิจการ การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของ ทีโอที กสท. อสมท หลังหมดยุคสัมปทาน การไม่สามารถปิดบัญชีและ สตง.ไม่รับรองงบของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งในสังกัดกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย มีสินค้าเกษตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง กองอยู่จำนวนมาก และเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ และเมื่อขายออกสู่ตลาดก็ขาดทุนจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ยังหาคนมารับผิดชอบไม่ได้ การจงใจปล่อยสินเชื่อก้อนใหญ่ผ่านธนาคารรัฐวิสาหกิจบางแห่ง จนเกิดปัญหาหนี้เสีย สร้างความเสียหายต่อเงินภาษีประชาชน เกิดขึ้นเป็นระยะในช่วงสาม-สี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยไม่เคยสร้างระบบหรือกลไกป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำอีก
ปัญหาค่าโง่และสัมปทานทั้งหลาย ที่เอื้อประโยชน์เอกชนคู่สัญญา ที่เกิดขึ้นในหลายรัฐวิสาหกิจ กำลังจะกลายเป็นภาระทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ และฐานะการคลังของประเทศในอนาคต ที่ทยอยเกิดขึ้นเพิ่มอีกในอนาคต รัฐวิสาหกิจฐานะการเงินจะย่ำแย่ ไม่มีเงินไปลงทุนขยายและปรับปรุงการให้บริการประชาชน แล้วในที่สุดรัฐบาลก็ต้องกู้เงินให้ หรือค้ำประกันเงินกู้ พวกนี้ต้องนับรวมเป็นหนี้สาธารณะทั้งหมด แนวโน้มหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มสูงขึ้น ผมดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาสองวาระ (ตอนนี้ครบวาระแล้ว) ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และท้วงติงในหลายเรื่อง เมื่อเห็นว่าจะเกิดการเบี่ยงเบนไปจากกรอบความยั่งยืนทางการคลังและเศรษฐกิจ
เมื่อปี 2547-2548 (ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) ผมและคณะ (ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ดร.กิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ ดร.เสาวลักษณ์ กิตติประภัสร์ คุณสดุดี วงศ์เกียรติขจร เป็นต้น) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ให้ไปศึกษานโยบายเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ ภายใต้โครงการวิจัยมองอนาคตรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขณะนั้นผมยังเป็นผู้บริหารสถาบันการเงิน ยังไม่ได้เข้ามาทำงานในแวดวงการศึกษา และการวิจัยอย่างเต็มเวลา แต่สนใจและชอบทำงานเกี่ยวกับการวิจัยนโยบาย และการมองอนาคตของประเทศ เวลานั้นท่านปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน และอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ คณะวิจัยตอนนั้นได้หารือกับ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหลายรอบ
ปัญหาต่างๆ ในรัฐวิสาหกิจในขณะนี้ และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ล้วนถูกคาดการณ์ไว้ในรายงานวิจัยเล่มดังกล่าว โดยคณะผู้วิจัยได้สร้างภาพแห่งอนาคตล่วงหน้า 10 ปี (ขณะที่ทำคือ ปี 2548) แบ่งออกเป็นแนวโน้มใหญ่ 4 ภาพ คือ ภาพอนาคตที่ 1 วันแห่งความรุ่งโรจน์ (Glorious Days) ภาพที่สอง ภาพอนาคตที่ 2 ผีซ้ำด้ามพลอย (Double Jeopardy) ภาพอนาคตที่ 3 มิติพิศวง (The Fourth Dimension) ภาพอนาคตที่ 4 ฝันข้ามฟ้า ท้าถิ่นไทย (Think Global, Act Local)
สถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มอนาคตของรัฐวิสาหกิจ เป็นไปตามที่ทำคาดการณ์อนาคตเอาไว้ ใกล้เคียงกับ ภาพที่ 2 ผีซ้ำด้ามพลอย กับ ภาพที่ 3 มิติพิศวง ภาพอนาคตที่ 2 ผีซ้ำด้ามพลอย (ทำเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว) สมมติฐานและสถานการณ์หลายข้อได้เกิดขึ้นจริง และส่งผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อสถานภาพของรัฐวิสาหกิจไทย ภาพอนาคต กรณีผีซ้ำด้ามพลอยนี้ เราคาดว่าจะเกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาดครั้งใหญ่ หรือมีวิกฤติรอบสอง รัฐวิสาหกิจบางส่วนแปรรูปเป็น บมจ.โดยกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพ และไม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากนัก ระบบการกำกับดูแลไม่มีประสิทธิผล ไม่มีการปรับโครงสร้างตลาด ให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รัฐวิสาหกิจกลายเป็นภาระกอบกู้เศรษฐกิจ
เสียดาย เสียโอกาส และเสียใจที่ภาพอนาคต “วันแห่งความรุ่งโรจน์” และ “ภาพอนาคต ฝันข้ามฟ้า ท้าถิ่นไทย” ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แม้นจะมีบางช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าอาจเป็นไปได้ก็ตาม
การมองอนาคต (Foresight) เป็นกระบวนการทางนโยบายสาธารณะ ที่นานาชาติยอมรับและนำมาใช้ในการจัดทำนโยบาย แผนและยุทธศาสตร์ในระดับชาติ ระดับรายสาขา ระดับพื้นที่หรือภูมิภาค และลงไปถึงระดับองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนมากมายในทุกมุมโลก เนื่องจากการมองอนาคต เป็นกระบวนการที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้เสีย และให้ความสำคัญกับความรู้ที่ลึกซึ้งของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่มีความไม่แน่นอนสูง มีความสลับซับซ้อนครอบคลุมหลายมิติสาขาความรู้ และมีผลกระทบในวงกว้างต่อคนจำนวนมาก
แม้ว่าการพัฒนารัฐวิสาหกิจในประเทศไทยจะมีขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้วก็ตาม แต่การนำวิธีมองอนาคตดังกล่าว มาใช้ในกระบวนการเชิงนโยบายรัฐวิสาหกิจไทยในครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกในประเทศ และในโลก กระบวนการมองอนาคตรัฐวิสาหกิจไทยนี้ ได้เปิดกว้างให้ประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่างๆ รวม 143 ท่าน มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น ทั้งโดยการสัมภาษณ์และการเสวนากลุ่มเล็กเกี่ยวกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
เริ่มจากปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ แนวโน้มในอนาคต และความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการพัฒนาตัวอย่างภาพอนาคตของประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจไทย ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า และการนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายสาธารณะ ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในอนาคต จึงนับเป็นการประเมินสภาวะความรู้ความเข้าใจ และความคาดหวังของประชาชน ต่อการพัฒนารัฐวิสาหกิจได้อย่างชัดเจน และมีนัยสำคัญ









