ผู้บริหารธุรกิจในยุคปัจจุบันคงจะตระหนักดีแล้วว่า หากธุรกิจไม่มีศักยภาพและความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ธุรกิจก็คงจะต้องประสบปัญหา
นักวิชาการด้านนวัตกรรม ได้รวบรวมกลยุทธ์และแนวทางของธุรกิจต่างๆ ที่นำมาใช้เพื่อสร้างและบริหารจัดการการสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจอย่างประสบความสำเร็จ และค้นพบหลักทั่วไปว่า การสร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นมาจะต้องให้ความสนใจกับแนวทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ แล้วพัฒนานวัตกรรมควบคู่ไปกับบริบทการบริหารจัดการธุรกิจไปให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน
ดังนั้นในการพัฒนานวัตกรรมให้กับธุรกิจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการบริหารจัดการนวัตกรรม เพื่อให้แน่ใจว่า นวัตกรรมที่จะเป็นผลผลิตจากการวิจัยและพัฒนาของบริษัท จะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจ และสามารถนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้ตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
หากการทุ่มเทการวิจัยพัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรม แต่ผิดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ ผลของการวิจัยพัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรมนั้น อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของบริษัทที่ไม่สามารถก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมาสู่ธุรกิจได้
ผู้บริหารธุรกิจ จึงมองเรื่องของการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมเป็น “ความเสี่ยง” ในการลงทุนอย่างหนึ่งของธุรกิจ
ในสายตาของนักวิชาการด้านนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ กระบวนการจัดการนวัตกรรม จะมีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเป็นยุคๆ ตามบริบทการเปลี่ยนแปลงของกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ
ยุคที่ 1 ของกระบวนการจัดการนวัตกรรม เริ่มต้นจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีในช่วงปี 1900 เป็นต้นมา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบทฤษฎีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ทฤษฏีของแรงกระทำ ความก้าวหน้าทางวิชาเคมี โลหะ และวัสดุศาสตร์
จนนำไปสู่การนำองค์ความรู้และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ไปใช้งานได้จริง เกิดเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นในโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสะดวกสบายในการตำรงชีวิตของมนุษย์ มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมากมายในเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีในการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างมากมาย รวมไปถึงการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นเจ้าขององค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้
การบริหารจัดการนวัตกรรมในยุคนี้ จึงใช้แนวทางการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เป็นหลักตลอดมาจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
กลยุทธ์การบริหารจัดการนวัตกรรมในยุคนี้ จึงมักเรียกกันว่า กลยุทธ์การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวนำในการสร้างนวัตกรรม (Technology Push)
ยุคที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นตัวนำในการสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ขึ้น จนทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เริ่มใช้ยากขึ้น ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าใจกลไกที่ซับซ้อนจากผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีในลักษณะที่เป็นการล้ำหน้าตลาดมากจนนวัตกรรมที่นำออกสู่ตลาด ไม่ได้รับการตอบสนองต่อตลาดเท่าที่ควร
แนวคิดการจัดการนวัตกรรมจึงเปลี่ยนไป โดยธุรกิจหันไปให้ความสนใจในการวิเคราะห์และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคหรือความต้องการของตลาดมากขึ้น แล้วนำความต้องการเหล่านั้น มาเป็นโจทย์ธุรกิจให้กับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของบริษัท เป็นผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด
กระบวนการจัดการนวัตกรรมในยุคนี้ จึงได้ชื่อว่า เป็นกลยุทธ์แบบใช้ความต้องการของตลาดเป็นตัวผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จขึ้นได้ (Market Pull หรือ Demand Pull)
ยุคที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤติการน้ำมันปิโตรเลียมขาดแคลน เศรษฐกิจของโลกซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องเกิดการสะดุด ธุรกิจจำเป็นที่จะต้องพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจใหม่เพื่ออยู่รอดโดยเน้นไปที่ประสิทธิภาพของการผลิตและความสามารถในทางการตลาด
กลยุทธ์การสร้างนวัตกรรม จึงพัฒนาไปสู่การหันกลับมาใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบของต้นทุนการผลิต การเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ในตัวผลิตภัณฑ์ ในขณะยังคงใช้ความต้องการของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรม
กลยุทธ์ผสมผสานกันระหว่างแนวคิดใน ยุคที่ 1 และ ยุคที่ 2 นี้ เรียกว่า กลยุทธ์สร้างนวัตกรรมแบบควบคู่ (Coupling Model)
ยุคที่ 4 เป็นยุคที่ธุรกิจเริ่มเห็นว่า กระบวนการสร้างนวัตกรรม และกระบวนการทำงานภายในของธุรกิจ จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานภายในต่างๆ เพื่อผลักดันให้ การสร้างนวัตกรรมออกสู่ตลาดใช้เวลาในการพัฒนาที่สั้นลง
จึงเกิดนวัตกรรมการบริหารงานภายในของธุรกิจขึ้น โดยปรับปรุงการดำเนินงานภายในที่ส่วนใหญ่จะเป็นการปฏิบัติแบบส่งงานต่อๆ กันไประหว่างแผนก และมีความรับผิดชอบแบ่งแยกกันออกไปตามภารกิจของแผนกนั้นๆ กลายมาเป็นการปฏิบัติการที่บูรณาการไปพร้อมๆ กันโดยมีโจทย์นวัตกรรมเป็นเป้าหมายร่วมกัน
การบริหารจัดการนวัตกรรมในยุคนี้ จึงเกิดทีมปฎิบัติการร่วมของฝ่ายวิจัยพัฒนา ฝ่ายการตลาด ฝ่ายผลิต และฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานกันเพื่อทำให้การพัฒนานวัตกรรมเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์และเวลาที่ใช้พัฒนานวัตกรรม
รูปแบบการจัดการนวัตกรรมในยุคนี้ เรียกว่า การจัดการนวัตกรรมแบบบูรณาการ (Integrated Model)
ยุคที่ 5 หรือ ยุคปัจจุบัน เป็นยุคของแนวคิดการสร้างนวัตกรรมที่เปิดกว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะให้เป็นกิจกรรมภายในบริษัทเท่านั้น บริษัทสามารถมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ นักวิจัยในมหาวิทยาลัย หรือนักวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ ต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมขึ้น
แนวคิดนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ภาครัฐเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้การแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนจากการสร้างนวัตกรรมจากผู้มีส่วนร่วมต่างๆ เป็นไปอย่างยุติธรรม และช่วยให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นจากการทำนวัตกรรมของภาคเอกชน
แนวคิดในยุคนี้ เรียกว่า การสร้างนวัตกรรมจากเครือข่ายร่วม (Network Model) หรือ การสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation)
แม้ว่าแนวคิดในการบริหารจัดการนวัตกรรมต่างๆ ทั้ง 5 ยุคนี้ จะมีที่มาจากลำดับเวลาที่ผ่านไป แต่จะเห็นได้ว่า รูปแบบต่างๆ เหล่านี้ ยังคงนำมาใช้กับธุรกิจต่างๆ ในปัจจุบันอย่างได้ผลดี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสอดคล้องระหว่างกลยุทธ์และความสามารถภายในในการสร้างนวัตกรรมและกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจ
ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการพัฒนาธุรกิจปัจจุบันให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมในอนาคตอันใกล้ อาจเลือกนำกลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมแบบใดแบบหนึ่งที่เหมาะสมกับแนวคิดทางธุรกิจ ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการนวัตกรรมของตนเองได้









