วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสียงครวญ จากชาวสวนยางพารา

ผมไปหัวเมืองปักษ์ใต้ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยินเสียงพี่น้องชาวสวนยาง

ร้องโอดโอยกับราคายางที่ดิ่งเหว และปรับลดอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว

ล่าสุดราคายางแผ่นที่พวกเขาขายได้อยู่ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม และเศษยางราคา 18-20 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่พวกเขาบอกว่าไม่เคยพบมาก่อน

พวกเขานั่งแจกแจงต้นทุนให้ฟัง ซึ่งไม่ได้ตรงมากนักกับที่กระทรวงเกษตรฯ คิดต้นทุนที่ 46 บาทต่อกิโลกรัม แต่พวกเขาเป็นชาวสวนยางรายย่อยต้นทุนย่อมสูงกว่านั้น

อันนี้เป็นเศรษฐกิจฐานราก ที่เป็นปัญหาใหญ่ราคายางไม่ดี ก็ไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีการบริโภคหรือต้องเป็นหนี้เป็นสิน จากที่เคยซื้อข้าวสารครั้งละ 5 กิโลกรัม 10 กิโลกรัมก็ต้องลดลงมาเหลือเพียงแค่ 2 กิโลกรัมเอาแค่พอรอดตัวไปก่อนคิดกันวันต่อวันจะหารายได้เพิ่มอย่างไร

พฤติกรรมการทำงานของพวกเขาเปลี่ยนไป กรีดยางอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ ที่คนในเมืองหรือกลุ่มคนกำหนดนโยบาย แอบคิดว่าพวกเขากรีดยางอย่างเดียวรายได้เลยไม่พอกินไม่พอใช้ นั่นอาจเป็นเพียงอดีต

ปัจจุบันพวกเขาไม่ได้งอมืองอเท้ารอพึ่งราคายางอย่างเดียว เสร็จจากกรีดยางพวกเขาไปทำงานรับจ้าง ไปตกแต่งบำรุงพืชล้มลุกที่ปลูกตามแนวระหว่างสวนยาง ไปเลี้ยงวัว เพื่อเป็นรายได้เสริม ที่เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางมาบอกนั้นพวกเขาทำหมดแล้วทั้งสิ้น

พวกเขาไม่ได้น้อยอกน้อยใจรัฐบาลที่การช่วยเหลือมาช้า หรือแทบไม่มีเลย และไม่คิดจะประท้วงอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานของพวกเขาต่อไป

พวกเขาไม่ทราบว่ากระทรวงเกษตรฯเตรียมเงิน 1.3 หมื่นล้านบาทเสนอแผนช่วยเหลือในส่วนของการจัดการ วัสดุทางด้านการเกษตร เช่น พันธุ์ ปุ๋ยการเพิ่มแร่ธาตุในดิน การฟื้นฟูให้ดินดีขึ้น จะให้การสนับสนุน รายละ 700 บาท/ไร่

การสนับสนุนการพัฒนา คุณภาพการผลิต การเพิ่มองค์ความรู้ จะให้การสนับสนุน รายละ 200 บาท/ไร่ และ สนับสนุนเป็นเงินสวัสดิการสำหรับคนกรีดยาง รายละ 600 บาท/ไร่ซึ่งจะดำเนินการภายใต้เงื่อนไข ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศ (กยท.) การช่วยเหลือเกษตรกรจะได้รับไม่เกินรายละ 15 ไร่ เฉลี่ยเงินส่วนนี้1,500บาทต่อไร่

การขึ้นทะเบียนเจ้าของสวนยางทำได้ แต่พวกเขาไม่เข้าใจกับการจ่ายเงินสนับสนุนคนกรีด ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำเหมือนพนักงานร้านค้า บริษัท ไม่ได้ผูกปีอยู่ประจำกับสวนนั้นๆแล้วจะจ่ายกันอย่างไร

พวกเขาเข้าใจดีว่าราคายางตกตามสภาพตลาดโลก ราคาน้ำมันตก ยางก็ตกต่ำไปด้วยและรู้ดีว่ายางที่เขาทำมานั้นเอาไปส่งออกต่อไปยังตลาดโลก

แต่ที่พวกเขาไม่เข้าใจ คือ เหตุใดหลวงท่านจึงไม่สนับสนับสนุน ให้ใช้ยางพาราของพวกเขาทำถนนหนทางเพิ่มขึ้น ไม่เร่งให้ใช้ยางของพวกเขาทำสนามเด็กเล่น ไม่ใช้ยางของพวกเขาไปผสมทำอุปกรณ์ฉนวนกันความร้อน ไม่ใช้ยางของพวกเขาผลิตทำเสื้อเกราะกันกระสุน ไม่ใช้ยางของพวกเขาทำล้อยางรถยนต์ในอัตราส่วนผสมที่เพิ่มขึ้น

แน่นอนรัฐบาลจะไปบังคับธุรกิจเอกชนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ แต่รถราม้าใช้พัศดุอุปกรณ์ของหลวงก็มีมากมายไม่ใช่หรือ ถ้าได้ซึ่งคุณภาพที่ดีกว่าแม้จะต้องจ่ายแพงขึ้นบ้าง ทำไมไม่กำหนดสเปคจากสิ่งของเครื่องใช้ทางราชการก่อน ซึ่งเอกชนผู้ผลิตจำต้องปรับระบบให้เข้ากับสเปคของราชการอยู่แล้ว

พวกเขาสงสัยว่าทางการคิดอะไรและทำอะไรอยู่ “การนำยางไปผสมและใช้ทำถนนทำได้ง่ายสุดและไม่ซับซ้อน แต่เห็นพูดกันมาหลายปีแล้ว เมื่อไรจะเริ่มได้เสียที รัฐบาลตัดถนนปีละหลายเส้นทางมิใช่หรือ เห็นงบประมาณกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทปีละตั้งมากมายมิใช่หรือ หรือการปรับเปลี่ยนสเปค จะไปกระทบอะไรกับใครเข้า ถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้”

ถ้าทำได้เร็วตลาดคงรับซื้อยางของพวกเขามากขึ้น ราคาคงดีขึ้น

เป็นเสียงโอดครวญดังๆ จากชาวสวนยางถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา!!!!!