ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้น้ำหนักปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทย
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ มีมากกว่าปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ปรับลดลงในไตรมาส 3 อยู่ที่ 6.9% ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ 7% ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ตกต่ำเกิดภาวะซบเซา รวมถึงการส่งออกไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ของสหรัฐที่ประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีทรุดตัวลง โดยที่จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเติบโตเพียง 1.5% เทียบกับไตรมาส 2 ที่มีการเติบโตในระดับ 3.9% ทั้งนี้ ยังคงต้องเฝ้ามองการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในเดือนพ.ย.นี้ จะมีการทบทวนนโยบายเปิดรับเงินหยวนของจีนให้เข้ามาอยู่ในตะกร้าเงิน SDRs ซึ่งเป็นสกุลเงินพิเศษร่วมกับเงินดอลลาร์ เงินยูโร เงินปอนด์สเตอร์ลิง และเงินเยน ก็จะช่วยให้บรรยากาศทางการเงินของโลก มีการเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศคึกคักมากขึ้น และอาจจะส่งผลต่อกิจกรรมการค้าของโลกดีขึ้น
สำหรับภาพเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 3 ในภาพรวมเป็นการผสมผสานระหว่างปัจจัยบวกและปัจจัยลบ โดยที่เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อย แต่จำกัดอยู่ในกลุ่มสินค้าไม่คงทนที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และการใช้จ่ายด้านบริการที่สอดคล้องกับรายได้ที่ยังไม่ดี เนื่องจากรายได้ของเกษตรกรที่ต่ำลงตามราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงการลงทุน เพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่า และเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตมากกว่าที่จะเป็นการลงทุนใหม่ๆ ที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนโดยรวม ยังอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้จะดีขึ้นบ้างในช่วงปลายไตรมาสก็ตาม โดยที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย. อยู่ในระดับต่ำที่ 34.5 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจก็อยู่ที่ระดับ 47.0 เท่านั้น โดยสะท้อนไปที่อัตราการขยายตัวของสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเฉพาะธุรกิจบางกลุ่ม เช่น ธุรกิจพลังงานทดแทนและอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้นที่ระดับเฉลี่ย 5.7% ซึ่งเป็นสินเชื่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 6.6% แต่เป็นสิเชื่อธุรกิจเพิ่มขึ้น 4.5%
ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่ถูกจับตามองว่า จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ แม้จะทำได้ต่อเนื่อง แต่ก็แผ่วลง โดยเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลมีฐานะดุลเงินสดติดลบถึง 3.39 แสนล้านบาท ท่ามกลางผลสะท้อนการท่องเที่ยวที่อาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ในเดือนส.ค. ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวติดลบ 8.1% ในเดือนก.ย.จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้ไตรมาส 3 ติดลบ 2.2% จากไตรมาสก่อน ทั้งที่ต้นปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มขึ้น 8.5% ในไตรมาส 2 และเพิ่มขึ้น 3.4% ในไตรมาส 1 สำหรับภาคต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องใน 9 เดือนแรกถึง 20,900 ล้านดอลลาร์ แต่จากปัจจัยเสี่ยงของนโยบายการเงินที่ไม่ชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ได้ทำให้ดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลมีเงินทุนไหลออกจากการขายหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะในไตรมาส 3 สูงถึง 3,821 ล้านดอลลาร์ เป็นการขายหุ้นสุทธิ 2,891 ล้านดอลลาร์ และขายสุทธิในบอนด์และตราสารหนี้ถึง 930 ล้านดอลลาร์ แต่กลับเป็นความอ่อนไหวที่ส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนมีอัตราติดลบนับตั้งแต่ต้นปีมานี้
จากรายงานของมอร์นิ่งสตาร์ ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนรวมของไทย สิ้นสุดไตรมาส 3 ปี 2558 นี้ พบว่า การลงทุนทั้งในกลุ่มที่เป็น Global Bond และ Emerging Market Bond ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบทั้ง 2 กลุ่ม ที่ระดับติดลบ 1.68% และลบ 6.64% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันนั้นได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันโลกที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบมากถึง 24.03% ส่วนกองทุนทองคำนั้นก็ยังคงผันผวนทำผลตอบแทนได้ที่ลบ 3.79% โดยปิดท้ายที่กองทุน LTF และ RMF ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้นไทยเช่นกันส่งผลให้กองทุน LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 253,420 ล้านบาท ติดลบ 6.49% ส่วน RMF เติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 0.19% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 167,021 ล้านบาท จึงเป็นแนวโน้มที่น่าจับตาว่า หากผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนรวมต่างๆอยู่ในภาวะที่ติดลบต่อเนื่องจนถึงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ก็ย่อมชี้ชัดว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ลงทุนให้อ่อนแอลง









