วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเลือกตั้งในละตินอเมริกา

ณ วันนี้อาจพูดได้เต็มปากว่า ประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

กันอย่างทั่วถึง หากใช้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นตัวชี้วัด ส่วนการเลือกตั้งจะนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ พร้อมกับการพัฒนาอย่างแท้จริงหรือไม่ ยากที่จะฟันธงลงไปด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาร์เจนตินาและกัวเตมาลา จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งซึ่งได้ผลต่างกัน

ในอาร์เจนตินา ประธานาธิบดีสตรีดำรงตำแหน่งมาครบ 8 ปี จะลงสมัครอีกครั้งไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นนั้น เธอเลือกนักการเมืองที่เธอไว้วางใจว่า จะคงนโยบายในแนวของเธอไว้ให้ลงสมัคร เธอมั่นใจว่าเขาจะชนะอย่างสบายๆ เพราะแน่ใจว่าชาวอาร์เจนตินาพอใจนโยบายที่เธอดำเนินมา 8 ปี บวกกับที่สามีดำเนินมา 4 ปีก่อนนั้น แก่นของนโยบายได้แก่ การยึดหลักชาตินิยม ผสมกับสังคมนิยมและประชานิยมกลายๆ ชาตินิยมในแง่ที่รัฐบาลใช้วิธีเบี้ยวหนี้แบบไม่มี ไม่หนีและไม่จ่าย  นอกจากนั้น ยังได้ยึดบริษัทน้ำมันจากเอกชนมาเป็นของรัฐอีกด้วย ส่วนด้านสังคมนิยมผสมประชานิยมนั้นถูกนำมาใช้เนื่องจากอาร์เจนตินาไม่สามารถใช้ประชานิยมแบบเก่า ที่เคยทำให้ประเทศล่มจมอีกได้ เพราะไม่มีเงิน จึงทำเท่าที่พอทำได้ในนามของสวัสดิการสังคม

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นักการเมืองที่ประธานาธิบดีส่งลงแทนตนได้คะแนนสูงสุด แต่ไม่สูงพอ จึงต้องลงแข่งขันอีกรอบ กับผู้สมัครที่ได้คะแนนสูสีกันในวันที่ 22 พฤศจิกายน ผู้สมัครที่จะลงแข่งขันรอบสองอีกคนนี้ มีแนวนโยบายที่จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น เขามั่นใจว่า นโยบายแนวของเขาจะทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นขึ้นจากภาวะซบเซาพร้อมๆ กับมีเงินเฟ้อในอัตราสูงมานาน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า ชาวอาร์เจนตินาจะกล้าเสี่ยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ณ วันนี้ ยังไม่มีใครกล้าฟันธง การเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาบ่งชี้ว่า ชาวอาร์เจนตินาจะไม่กล้าเสี่ยงทั้งที่มีโอกาส  

คอลัมน์นี้พูดถึงกัวเตมาลาในบทความประจำวันที่ 4 และ 18 กันยายนที่ผ่านมาว่า กัวเตมาลาอาจเป็นประเทศแรกในละตินอเมริกา ที่จะแก้ปัญหาความฉ้อฉลของนักการเมืองได้ผลอย่างแท้จริง เพราะประชาชนและผู้นำบางคนพร้อมใจกันออกมารณรงค์ การประท้วงอย่างต่อเนื่องของประชาชนมีผลอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การจับกุมผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้อำนวยการสถาบันสวัสดิการสังคม การไล่รัฐมนตรีสามคนออก การกดดันให้รองประธานาธิบดีและประธานาธิบดีลาออก และจับอดีตประธานาธิบดีคนนั้นขังคุก เพื่อรอขึ้นในศาลฐานร่วมกระบวนการฉ้อฉล เหตุการณ์ดังกล่าวอาจบ่งชี้ว่า กัวเตมาลากำลังเดินตามเกาหลีใต้ ในด้านการกำจัดนักการเมืองฉ้อฉลแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อเอื้อให้การพัฒนาประเทศชาติเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง บทความมิได้ฟันธงลงไปว่า กัวเตมาลาจะทำได้หรือไม่ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่ชี้ชัดว่ากัวเตมาลาจะไปทางไหนแน่

ในเบื้องแรก ผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น เป็นดาราตลกวัยกลางคน ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านการเมืองและการบริหารจัดการมาก่อน นอกจากนั้น แนวนโยบายของเขายังแทบไม่มีอะไรที่บ่งชี้ชัดๆ ว่า เขาจะพาประเทศไปทางไหน ซ้ำร้ายมันยังดูตลกๆ ชอบกลอีกด้วย เช่น นโยบายด้านการศึกษา รัฐบาลจะแจกโทรศัพท์นำสมัยให้แก่เด็กทุกคน และบังคับให้ครูติดเครื่องชี้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ เพื่อให้แน่ใจว่าครูเข้าสอนในห้องเรียนตรงตามเวลา ประเด็นเหล่านี้ชี้ว่า ชาวกัวเตมาลาเลือกเขาเพราะความเป็นดารามากกว่าเพราะสาระของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารประเทศ

ผลของการเลือกตั้งรัฐสภาบ่งชี้ด้วยว่า เขาไม่น่าจะทำอะไรที่ต่างไปจากแนวเดิมๆ ได้มากนัก ทั้งนี้เพราะสมาชิกพรรคของเขาได้ที่นั่งในรัฐสภาเพียง 11 คน จากจำนวนทั้งหมด 158 ที่นั่ง ด้วยเหตุนี้ชาวกัวเตมาลาอาจเสียโอกาสทอง ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีกว่า หรือถ้ายึดประวัติการเลือกดาราเป็นประธานาธิบดีเป็นเกณฑ์ สำหรับทำนายอนาคต ชาวกัวเตมาลาอาจไม่เพียงแต่จะเสียโอกาสทองเท่านั้น หากยังอาจเปิดโอกาสให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงกว่าอีกด้วย ตัวอย่างประธานาธิบดีที่มาจากดาราได้แก่โจเซฟ เอสตราดา ของฟิลิปปินส์และโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐ

โจเซฟ เอสตราดา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี 2541 หลังเป็นดาราในแนว มิตร ชัยบัญชา ที่แสดงภาพยนตร์มานับร้อยเรื่อง เขาดำรงตำแหน่งอยู่ได้ไม่ถึงสามปี ก่อนที่จะถูกประชาชนขับไล่ด้วยข้อหาว่าฉ้อฉลอย่างร้ายแรง ต่อมาเขาถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับอภัยโทษโดยประธานาธิบดีที่เคยเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง 

โรนัลด์ เรแกน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2524-2532 หลังเป็นดาราอยู่นาน และใช้ความโดดเด่นนั้นชนะการเลือกตั้ง เป็นผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์แห่งวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขาเป็นประธานาธิบดีที่มักได้รับความชื่นชอบว่า สามารถเอาชนะฝ่ายคอมมิวนิสต์ในการทำสงครามเย็นได้ ความชื่นชอบนั้นคงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกัน มองข้ามความล้มเหลวที่เกิดจากนโยบายด้านการเงินของเขา นั่นคือ การลดการควบคุมสถาบันการเงินลง จนสถาบันเหล่านั้นสามารถเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน เพื่อทำกำไรได้แบบแทบจะเสรี การเล่นแร่แปรธาตุนั้นก่อให้เกิดวิกฤติหลายครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดที่เริ่มเมื่อปี 2551 ซึ่งยังมีผลร้ายยืดเยื้อมาจนถึงในปัจจุบัน 

ตัวอย่างทั้งสองของการเลือกดาราเป็นประธานาธิบดีชี้ชัดว่า ชาวกัวเตมาลาอาจจะเสียโอกาสทองเพราะมองแค่ความเป็นดารามากกว่าเนื้อหาของนโยบาย และความสามารถในด้านการบริหารของผู้ลงแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำประเทศ โอกาสทองเช่นนั้นคงไม่มีบ่อยนัก