หลังจากได้กล่าวถึงภาวะ New Normal ในบริบทระดับโลก และระดับภูมิภาคแล้ว ในตอนนี้
ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึง New Normal ในระดับประเทศรวมถึงแนวนโยบายรัฐ
หากให้กล่าวถึง New Normal ในบริบทประเทศและนโยบายรัฐไทยในย่อหน้าเดียวแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบันกำลังจะ “หมดบุญ” หลังจากที่เราได้ “กินบุญเก่า” มาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่นโยบายภาครัฐในระยะสั้น ก็เป็นการดึงบุญเก่าที่เหลือเพียงน้อยนิดมาใช้ ที่พอจะเป็นความหวังได้ คือนโยบายระยะยาวเท่านั้น เห็นได้จากศักยภาพในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่ลดลงเหลือประมาณ 3.5% ต่อปี จากที่เคยขยายตัวในระดับ 4.5-5.5% ก่อนปี 2551
ที่กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะหมดบุญนั้น็ เป็นเพราะไม่ว่าจะพิจารณาจากมิติใด เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอลงทั้งสิ้น โดยสามารถพิจารณาได้ใน 3 มิติ
มิติแรกได้แก่ผลตอบแทนของทรัพยากรการผลิต ที่ไม่ว่าจะมองจากด้านทุน ด้านแรงงาน หรือด้านเทคโนโลยี พบว่าผลตอบแทนของทั้งสามปัจจัยการผลิตนั้น ลดลงหรือเผชิญอุปสรรคสำคัญทั้งสิ้น
โดยในประเด็นด้านแรงงานนั้น เผชิญปัจจัยลบทั้งจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น จากความสามารถในการผลิตของแรงงานไทยที่ลดลง จากปัญหาประชากรสูงวัย ส่งผลต่อกำลังแรงงานในอนาคต และจากการศึกษาของไทยที่ไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยขยายตัวประมาณ 2.3% ต่อปี ในช่วงทศวรรษก่อน เหลือเพียง 1.7% ในช่วง 5 ปีหลัง และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ส่วนปัจจัยการผลิตด้านทุนและเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าธุรกิจไทยเผชิญอุปสรรคเช่นเดียวกัน การที่ธุรกิจ SMEs ที่มีจำนวนถึง 99.7% ของธุรกิจไทยทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ ขณะที่ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ที่ค่อนข้างสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย บ่งชี้ว่าต้นทุนทางการเงินของธุรกิจไทย สูงกว่าธุรกิจประเทศอื่นๆ ขณะที่ธุรกิจไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต “กลางน้ำ” หรือผู้รับจ้างผลิตเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ต้องใช้การวิจัยและพัฒนา (หรือการผลิต “ต้นน้ำ”) และนวัตกรรมเชิงการตลาดรวมถึงบรรจุภัณฑ์แปลกใหม่ (ปลายน้ำ) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่านั้น จะเป็นของผู้ผลิตประเทศอื่น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยด้อยกว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ
ในมิติที่สอง ได้แก่ ภาคการผลิต โดยไม่ว่าจะพิจารณาจากภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการ จะพบว่าภาคการผลิตไทยมีแนวโน้มไม่สดใสทั้งสิ้น โดยในภาคเกษตร ดัชนีชี้วัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตต่อไร่ ประสิทธิภาพแรงงานภาคเกษตร และรายได้เกษตรกรของไทย อยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลง
นั่นเป็นเพราะภาคเกษตรไทยใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรในระดับต่ำ ขาดการบริหารจัดการด้านชลประทานอย่างทั่วถึงและพอเพียง รวมถึงมีนโยบายภาครัฐที่บิดเบือนกลไกตลาด จึงทำให้ภาคเกษตรไทยเผชิญปัญหานานัปการ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ว ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ (เช่น ข้าว) หรือการผลิต/เพาะปลูกที่มากเกินไปขณะที่ราคาในตลาดโลกตกต่ำ (เช่น ยางพารา) เป็นต้น
ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชีย ที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นหลังการฟื้นตัวจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2554 เป็นต้นมา โดยสาเหตุมี 3 ประการ คือ หนึ่ง ประเทศไทยเผชิญกับภาวะหลากหลายวิกฤติ เช่น วิกฤติมหาอุทกภัย วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติการเมือง ผู้ประกอบการไทยจึงไม่มีเวลาจะคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนสู้กับของประเทศอื่นๆ ที่มีการปรับปรุงสินค้าให้ทันสมัย และตอบสนองกับรสนิยมของโลกที่เปลี่ยนไป
สอง ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม มีนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เห็นได้จากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ซัมซุง อินเทล และ LG ต่างย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามแทนที่ไทยทั้งสิ้น และ สาม การปรับขึ้นค่าแรงของไทยในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ประสิทธิภาพของแรงงานไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของไทยสูงกว่าประเทศอื่น ผู้ผลิตจึงย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย
ด้านภาคบริการนั้น แม้จะเป็นภาคที่เติบโตดีในแง่ของการจ้างงาน แต่ประสิทธิภาพการผลิตแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากภาคบริการไทย เป็นภาคที่เน้นแรงงานเป็นหลัก ต่างจากธุรกิจบริการของต่างประเทศ ที่ใช้กำลังคนน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนั้น ภาคบริการไทยยังมุ่งเน้นธุรกิจประเภทสันทนาการ ในขณะที่ธุรกิจที่สนับสนุนภาคการผลิต เช่น ภาคการเงิน ภาคการคมนาคมขนส่ง รวมถึงธุรกิจให้คำปรึกษาภาคธุรกิจนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมให้ทัดเทียมกัน
ขณะที่มิติสุดท้าย ด้านการใช้จ่ายนั้น จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการขยายตัวผ่านการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง และค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าที่แข็งค่าขึ้นมาก ทำให้การส่งออกของไทยยากที่จะกลับมาฟื้นตัวดีเช่นในอดีต
ขณะเดียวกัน หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษหลัง ขณะที่ระดับการบริโภคต่อ GDP แทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย บ่งชี้ว่านโยบายการกระตุ้นการบริโภคด้วยการสร้างหนี้นั้น ขาดประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำร้ายระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ยังทำให้การกระตุ้นการบริโภคในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น
ถ้าเช่นนั้น แนวนโยบายเศรษฐกิจไทยในยุค New Normal จะเป็นเช่นไร ผู้เขียนขอตอบใน 2 จุด คือระยะสั้นและระยะยาว
แนวนโยบายระยะสั้น ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เน้นกระตุ้นให้เกิดการบริโภคด้วยการสร้างหนี้ระดับรากหญ้าเป็นหลัก ทั้งการตั้งกองทุนหมู่บ้านและตำบล ทั้งการปล่อย Soft Loan ให้ธุรกิจ SMEs ผ่านธนาคารของรัฐ และทั้งมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ผ่านการลดหย่อนภาษี และเพิ่มวงเงินกู้สินเชื่อของผู้มีรายได้น้อย นโยบายเหล่านี้จะทำให้ความเสี่ยงเรื่องภาระหนี้เสียเพิ่มขึ้น และอาจทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น
สิ่งที่ผู้เขียนสนใจมากกว่าคือ นโยบายระยะกลางและยาว ทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ และแนวนโยบาย Cluster อุตสาหกรรม โดยโครงการแรกนั้น จะเป็นเพิ่มการเชื่อมโยง (Connectivity) ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ และน่าจะมีวงเงินลงทุนในปีหน้ากว่า 7 หมื่นล้านบาท
ส่วนแนวนโยบาย Cluster ที่เป็นการเฟ้นหาและผลักดันอุตสาหกรรมที่จะเป็น talented ของไทย เช่น เกษตรแปรรูป อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และไอที และผลักดันโดยอาศัยทั้งการระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น มหาวิทยาลัย กระทรวงวิทยาศาสตร์ กรมพัฒนาธุรกิจ และ BOI ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วดูสวยงาม แต่อาจยังเป็นคำถามในทางปฏิบัติ
เมื่อบุญเก่ากำลังจะหมดไป แต่บุญใหม่อาจสร้างไม่ทัน แล้วโอกาสของภาครัฐและภาคธุรกิจไทยจะอยู่แห่งหนใด โปรดติดตาม









