วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกและไทยในยุค New Normal (2)

หลังจากได้กล่าวถึงภาวะ New Normal ในบริบทระดับโลก และระดับภูมิภาคแล้ว ในตอนนี้

ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึง New Normal ในระดับประเทศรวมถึงแนวนโยบายรัฐ

หากให้กล่าวถึง New Normal ในบริบทประเทศและนโยบายรัฐไทยในย่อหน้าเดียวแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบันกำลังจะ “หมดบุญ” หลังจากที่เราได้ “กินบุญเก่า” มาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่นโยบายภาครัฐในระยะสั้น ก็เป็นการดึงบุญเก่าที่เหลือเพียงน้อยนิดมาใช้ ที่พอจะเป็นความหวังได้ คือนโยบายระยะยาวเท่านั้น เห็นได้จากศักยภาพในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่ลดลงเหลือประมาณ 3.5% ต่อปี จากที่เคยขยายตัวในระดับ 4.5-5.5% ก่อนปี 2551

ที่กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะหมดบุญนั้น็ เป็นเพราะไม่ว่าจะพิจารณาจากมิติใด เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอลงทั้งสิ้น โดยสามารถพิจารณาได้ใน 3 มิติ

มิติแรกได้แก่ผลตอบแทนของทรัพยากรการผลิต ที่ไม่ว่าจะมองจากด้านทุน ด้านแรงงาน หรือด้านเทคโนโลยี พบว่าผลตอบแทนของทั้งสามปัจจัยการผลิตนั้น ลดลงหรือเผชิญอุปสรรคสำคัญทั้งสิ้น

โดยในประเด็นด้านแรงงานนั้น เผชิญปัจจัยลบทั้งจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น จากความสามารถในการผลิตของแรงงานไทยที่ลดลง จากปัญหาประชากรสูงวัย ส่งผลต่อกำลังแรงงานในอนาคต และจากการศึกษาของไทยที่ไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยขยายตัวประมาณ 2.3% ต่อปี ในช่วงทศวรรษก่อน เหลือเพียง 1.7% ในช่วง 5 ปีหลัง และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยการผลิตด้านทุนและเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าธุรกิจไทยเผชิญอุปสรรคเช่นเดียวกัน การที่ธุรกิจ SMEs ที่มีจำนวนถึง 99.7% ของธุรกิจไทยทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ ขณะที่ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ที่ค่อนข้างสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย บ่งชี้ว่าต้นทุนทางการเงินของธุรกิจไทย สูงกว่าธุรกิจประเทศอื่นๆ ขณะที่ธุรกิจไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต “กลางน้ำ” หรือผู้รับจ้างผลิตเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ต้องใช้การวิจัยและพัฒนา (หรือการผลิต “ต้นน้ำ”) และนวัตกรรมเชิงการตลาดรวมถึงบรรจุภัณฑ์แปลกใหม่ (ปลายน้ำ) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่านั้น จะเป็นของผู้ผลิตประเทศอื่น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยด้อยกว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ

ในมิติที่สอง ได้แก่ ภาคการผลิต โดยไม่ว่าจะพิจารณาจากภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการ จะพบว่าภาคการผลิตไทยมีแนวโน้มไม่สดใสทั้งสิ้น โดยในภาคเกษตร ดัชนีชี้วัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตต่อไร่ ประสิทธิภาพแรงงานภาคเกษตร และรายได้เกษตรกรของไทย อยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลง

นั่นเป็นเพราะภาคเกษตรไทยใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรในระดับต่ำ ขาดการบริหารจัดการด้านชลประทานอย่างทั่วถึงและพอเพียง รวมถึงมีนโยบายภาครัฐที่บิดเบือนกลไกตลาด จึงทำให้ภาคเกษตรไทยเผชิญปัญหานานัปการ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ว ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ (เช่น ข้าว) หรือการผลิต/เพาะปลูกที่มากเกินไปขณะที่ราคาในตลาดโลกตกต่ำ (เช่น ยางพารา) เป็นต้น

ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชีย ที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นหลังการฟื้นตัวจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2554 เป็นต้นมา โดยสาเหตุมี 3 ประการ คือ หนึ่ง ประเทศไทยเผชิญกับภาวะหลากหลายวิกฤติ เช่น วิกฤติมหาอุทกภัย วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติการเมือง ผู้ประกอบการไทยจึงไม่มีเวลาจะคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนสู้กับของประเทศอื่นๆ ที่มีการปรับปรุงสินค้าให้ทันสมัย และตอบสนองกับรสนิยมของโลกที่เปลี่ยนไป

สอง ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม มีนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เห็นได้จากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ซัมซุง อินเทล และ LG ต่างย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามแทนที่ไทยทั้งสิ้น และ สาม การปรับขึ้นค่าแรงของไทยในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ประสิทธิภาพของแรงงานไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของไทยสูงกว่าประเทศอื่น ผู้ผลิตจึงย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย

ด้านภาคบริการนั้น แม้จะเป็นภาคที่เติบโตดีในแง่ของการจ้างงาน แต่ประสิทธิภาพการผลิตแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากภาคบริการไทย เป็นภาคที่เน้นแรงงานเป็นหลัก ต่างจากธุรกิจบริการของต่างประเทศ ที่ใช้กำลังคนน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนั้น ภาคบริการไทยยังมุ่งเน้นธุรกิจประเภทสันทนาการ ในขณะที่ธุรกิจที่สนับสนุนภาคการผลิต เช่น ภาคการเงิน ภาคการคมนาคมขนส่ง รวมถึงธุรกิจให้คำปรึกษาภาคธุรกิจนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมให้ทัดเทียมกัน

ขณะที่มิติสุดท้าย ด้านการใช้จ่ายนั้น จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการขยายตัวผ่านการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง และค่าเงินบาทเทียบกับคู่ค้าที่แข็งค่าขึ้นมาก ทำให้การส่งออกของไทยยากที่จะกลับมาฟื้นตัวดีเช่นในอดีต

ขณะเดียวกัน หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษหลัง ขณะที่ระดับการบริโภคต่อ GDP แทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย บ่งชี้ว่านโยบายการกระตุ้นการบริโภคด้วยการสร้างหนี้นั้น ขาดประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำร้ายระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ยังทำให้การกระตุ้นการบริโภคในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น

ถ้าเช่นนั้น แนวนโยบายเศรษฐกิจไทยในยุค New Normal จะเป็นเช่นไร ผู้เขียนขอตอบใน 2 จุด คือระยะสั้นและระยะยาว

แนวนโยบายระยะสั้น ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เน้นกระตุ้นให้เกิดการบริโภคด้วยการสร้างหนี้ระดับรากหญ้าเป็นหลัก ทั้งการตั้งกองทุนหมู่บ้านและตำบล ทั้งการปล่อย Soft Loan ให้ธุรกิจ SMEs ผ่านธนาคารของรัฐ และทั้งมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ผ่านการลดหย่อนภาษี และเพิ่มวงเงินกู้สินเชื่อของผู้มีรายได้น้อย นโยบายเหล่านี้จะทำให้ความเสี่ยงเรื่องภาระหนี้เสียเพิ่มขึ้น และอาจทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น

สิ่งที่ผู้เขียนสนใจมากกว่าคือ นโยบายระยะกลางและยาว ทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ และแนวนโยบาย Cluster อุตสาหกรรม โดยโครงการแรกนั้น จะเป็นเพิ่มการเชื่อมโยง (Connectivity) ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ และน่าจะมีวงเงินลงทุนในปีหน้ากว่า 7 หมื่นล้านบาท

ส่วนแนวนโยบาย Cluster ที่เป็นการเฟ้นหาและผลักดันอุตสาหกรรมที่จะเป็น talented ของไทย เช่น เกษตรแปรรูป อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และไอที และผลักดันโดยอาศัยทั้งการระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น มหาวิทยาลัย กระทรวงวิทยาศาสตร์ กรมพัฒนาธุรกิจ และ BOI ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วดูสวยงาม แต่อาจยังเป็นคำถามในทางปฏิบัติ

เมื่อบุญเก่ากำลังจะหมดไป แต่บุญใหม่อาจสร้างไม่ทัน แล้วโอกาสของภาครัฐและภาคธุรกิจไทยจะอยู่แห่งหนใด โปรดติดตาม