วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งกองสงครามไซเบอร์ กับคดี 112

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ ที่ได้รับความสนใจจากสังคม ในวงกว้าง 2 ข่าวด้วยกัน

หนึ่ง คือ ข่าวกองทัพไทยเตรียมตั้ง “กองสงครามไซเบอร์” นัยว่าเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ด้านคอมพิวเตอร์

แต่การแถลงของผู้นำเหล่าทัพ เน้นย้ำภารกิจด้านการปกป้องเทิดทูนสถาบัน อันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยด้วย จึงทำให้เข้าใจได้ว่าการพัฒนาหน่วยเพื่อรองรับภัยคุกคามด้านไซเบอร์นั้น ด้านหนึ่งก็เพื่อจัดการกรณี “หมิ่นสถาบัน” ที่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือ ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่รัฐมองว่าบิดเบือนด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมาก็มีแนวคิดทำ “ซิงเกิล เกตเวย์” เพื่อควบคุมการไหลเวียนของข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตมาแล้ว แต่เมื่อถูกกระแสต้านหนัก และในทางปฏิบัติทำได้ยาก ฝ่ายความมั่นคงจึงยอมถอย และยืนยันว่าการพัฒนาหน่วยเพื่อรองรับภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตหนนี้ ไม่เกี่ยวกับ “ซิงเกิล เกต์เวย์”

สอง คือ ข่าวการดำเนินคดีกับพลเรือนและข้าราชการที่มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบันเบื้องสูงไปเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ

ข่าวที่สองนี้ เพียงแค่การดำเนินคดีกับผู้ที่มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบันฯ ก็เป็นข่าวใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจมากอยู่แล้ว กระทั่งมีการเปิดชื่อ เปิดหน้าในวันคุมตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลทหารฝากขัง จนได้รู้ชัดว่าผู้ต้องหาเป็นใครบ้าง ก็ยิ่งก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เพราะบางคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

แต่ประเด็นที่สร้างกระแสวิจารณ์หนักขึ้น จนกลายเป็นข่าวลือไปต่างๆ นานา คือการเสียชีวิตของ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หนึ่งในผู้ต้องหา โดยแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกรมราชทัณฑ์ที่ออกมาหลังข่าวลือนานนับสิบชั่วโมง ระบุสาเหตุการตายว่าเป็นการผูกคอตายเอง

หากนำข่าวแรกว่าด้วย “กองสงครามไซเบอร์” เป็นตัวตั้ง แล้วอธิบายผ่านข่าวที่ 2 ว่าด้วยการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรับมือของรัฐต่อข่าวสารที่ไหลเวียนในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งโดยมากเป็นข่าวลือ ข่าวปล่อย ข่าวคาดการณ์นั้น ถือว่าล้มเหลวสิ้นเชิง ข่าวลือบางข่าวนำไปสู่เสียงซุบซิบวิจารณ์ที่ไม่ได้เป็นผลดีใดๆ ต่อประเทศชาติและสถาบัน

ข้อจำกัดของการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นความผิดว่าด้วยการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงนั้น เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ว่าไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดแห่งพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด เพราะอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “หมิ่นซ้ำ” จนระคายเคืองสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะ

ทว่าการเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินคดี ซึ่งอยู่นอกเหนือจาก “ความลับในสำนวน” น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคที่บ้านเมืองขัดแย้งแตกแยก มีกลุ่มคนที่พร้อมจะหยิบฉวยเรื่องราวที่ไม่ชัดเจนบางเรื่อง ไปขยายผลในทางบ่อนทำลายความมั่นคง

อย่าลืมว่าการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตกเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างกว้างขวางจากต่างประเทศที่อาจไม่เข้าใจบริบทที่แท้จริงของสังคมไทยอยู่แล้ว ฉะนั้นหากปล่อยให้บางเรื่องกลายเป็น “ประเด็นเทาๆ” (เรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำผิด หรือความลับในสำนวน) ก็จะยิ่งเข้าทางกลุ่มที่ออกมาวิจารณ์โจมตีมากขึ้น

ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น การที่มีข่าวว่าผู้ต้องหาที่เสียชีวิต “ตายในคุกทหาร” ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คือ มณฑลทหารบกที่ 11 หรือ มทบ.11 ที่ถนนนครไชยศรี เชิงสะพานเกษะโกมลนั้น ไม่ได้เป็น “เรือนจำทหาร” ที่มีตำนาน “คุกตึกดิน” อันลือลั่นอีกแล้ว แต่เป็นหน่วยปกติที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนงานเรือนจำหรือที่เรียกว่า “คุกทหาร” ย้ายไปจังหวัดนครปฐม

ปัจจุบัน มทบ.11 ถูกร้องขอให้จัดสถานที่เพื่อให้เป็นเรือนจำชั่วคราว ซึ่งก็ใช้เรือนนอนของทหารเป็นเรือนจำ แต่การบริหารจัดการส่วนนี้อยู่ในอำนาจของกรมราชทัณฑ์ มีผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพเป็นผู้มีอำนาจและรับผิดชอบทั้งหมด (ยังมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องใช้หน่วยทหารมาทำเป็นเรือนจำ)

นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าจะชี้แจงได้ แต่จนป่านนี้กลับยังไม่มีการชี้แจงใดๆ อย่างเป็นทางการจากกองทัพ (ไม่รู้ว่า “ศูนย์ไซเบอร์” ของกองทัพขยับทำอะไรบ้างหรือยัง) ทั้งๆ ที่ควรเร่งชี้แจงเพื่อความโปร่งใส หรืออาจต้องถึงขั้นเปิดให้สื่อมวลชนเข้าไปสังเกตการณ์ภายใน เพื่อหยุดกระแสข่าวลือไม่ให้แพร่ต่อไป

เช่นเดียวกับการชันสูตรพลิกศพ พ.ต.ต.ปรากรม ซึ่งถือว่าเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน อันจะต้องมีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 อย่างเคร่งครัดด้วย