สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้หารือกันเรื่องปัญหาที่หัวหน้างานทั่วไปแก้ไม่ตก
ทำอย่างไรให้ลูกทีมทุ่มเท มีใจ ไม่ท้อ
สรุปว่า จากการศึกษาพฤติกรรมของมืออาชีพในยุคปัจจุบัน
เขาจะมีความ “พึงพอใจ” Satisfaction ในงานหรือไม่
โยงใยกับเรื่อง “นอกใจ” หรือ ปัจจัย Extrinsic อาทิ ผลตอบแทน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
แต่การกระตุ้นให้เขาอยากทุ่มเท มีใจ โยงใย กับเรื่อง “ในใจ” หรือ Intrinsic เป็นส่วนใหญ่
ปัจจัย “ในใจ” หลัก ที่หัวหน้าต้องปักหมุด ไม่ให้หลุดจากเรดาห์ จากผลการรวบรวมการวิจัยของอาจารย์ Daniel Pink มี 3 ประเด็น คือ
1. Autonomy ความอิสระ
2. Mastery ความเชี่ยวชาญ
3. Purpose มีความหมาย มีคุณค่า
วันนี้เรามาไล่เรียงกันในประเด็นแรก Autonomy กันค่ะ
คนทำงานยุคนี้ กระซิบพี่หัวหน้าว่า
“ลูกน้องมิใช่ข้าทาส!”
ให้เราได้มีโอกาสคิด โอกาสทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้ใช้สติปัญญาบ้าง
น่าจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ให้งานสนุก ให้งานท้าทาย
น่าเหนื่อยไหม ที่ต้องสั่งซ้ำสั่งซาก
สั่งมากๆ ออกเปลืองลมหายใจ
โดยเฉพาะคนยุคใหม่ ประเภท Gen มากมาย ทั้ง Y ทั้ง Z ต่างคุ้นเคยกับการถูกกล่อมเกลา เหลามาให้เชื่อว่า หนูทำได้ หนูเก่ง หนูเลิศ หนูประเสริฐนัก
วันร้ายคืนร้าย มาถูกบอกโดยมนุษย์น้าป้าลุงในที่ทำงานว่า “ช้าก่อน!”
ก่อนขออิสระ จะทำโง้นงี้ ขอพี่สอนงานให้ก่อน
เพราะงานเหล่านี้มิได้ใช้เงินบุพพการีหนู
มีผู้ถือหุ้น มีลูกค้า บางงานใช้ภาษีราษฎร จึงมิใช่ที่เสี่ยงลองผิด ลองถูก
แม้เป็นงานไม่ยาก แต่ไม่ง่าย สำหรับมือใหม่อย่างหนู
สรุปว่า สองฝ่ายมองประเด็นเห็นคนละมุม
จึงต้องหาวิธีถ้อยทีถ้อยอาศัย
ลูกน้องต้องตั้งสติ พร้อมปรับตน ทำความเข้าใจ
ลูกพี่ก็ต้องพร้อมให้อภัย และใช้ทุกทักษะเพื่อให้น้องตระหนักว่า
เราพวกเดียวกัน
ปัญหาต่างหาก คนละพวกกับเรา
จะช่วยกันแก้มันอย่างไร
ยามเมื่อน้องเข้าใจปัญหาที่หน้าตาอาจต่างกับสิ่งที่น้องเคยพบ พี่จะยกเวทีให้หนูมีที่ยืน ไม่ฝืนใจกัน
ดังนั้น น้องที่อยากได้อิสระ ต้องเร่งแสดงศักยภาพ และทำให้พี่มั่นใจว่า หนูทำได้ หนูมีใจให้งาน
อดเปรี้ยวไว้กินหวาน จะนานหรือเร็ว ขึ้นกับหนูแต่ผู้เดียว
อาจารย์ Pink ให้ข้อชี้แนะว่า Autonomy หรือความอิสระ ใน Motivation 3.0 สามารถสร้างได้อย่างน้อย 4 แนวทาง หรือ 4T คือ Task, Technique, Time, และ Team
ลองมาดูกันในรายละเอียดค่ะ
I. Task เนื้องาน
แม้งานส่วนใหญ่ ถือเป็นหน้าที่ แต่หากพี่มีโอกาสให้ลูกน้องเลือกเนื้องานเองได้บ้าง ถือเป็นการสร้าง Motivation ได้อย่างดีวิธีหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นให้เขาได้เข้าร่วมกิจกรรมเสริมความสามัคคี หรือมีโอกาสทำโครงการระหว่างหลายฝ่าย เพื่อให้เขาได้สร้างความสัมพันธ์กับทีมอื่น ฯลฯ
หรือ ได้ทำงานที่เขาเอามาเสนอ..
ตัวอย่าง : ดิฉันได้มีโอกาสหารือกับน้อง Gen ใหม่คนหนึ่ง แม้ความรับผิดชอบของเขาคือ งานด้านการตลาด แต่แกก็ชื่นชอบและเชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ในทีมของเขามีปัญหาในการถ่ายทอดข้อมูลระหว่างกัน ทั้งภายใน และข้ามฝ่ายงาน
เพราะโปรแกรมเชื่อมกันไม่ได้ ต่างจึงต้องใส่ข้อมูลเดิมซ้ำๆ ทำให้เกิดความผิดพลาดระหว่างการใส่ใหม่ หรืออย่างน้อย ก็ใช้เวลาทำงานเพิ่มขึ้นโดยใช่ที่
เป็นปัญหาหงุดหงิด งุงิ ติกันไปมาอย่างช้านาน
น้องใหม่อดรนทนไม่ได้ คิดไปคิดมา จึงอาสาไปหาพี่หัวหน้า และบอกว่า
“พี่ครับ ผมจะขออนุญาตลองสร้างโปรแกรมให้เราไม่ต้องคีย์ข้อมูลใหม่บ่อยๆ เช่นนี้ พี่ๆจะได้ทำงานง่ายขึ้น ดีไหมครับ”
ลูกพี่ทำตาโต ตอบรับอย่างไม่มีเงื่อนไข
ผลที่ได้ออกมา ถือเป็นงานที่เชิดหน้าชูตาน้องใหม่ยิ่งนัก
นอกจากลุกขึ้นอาสาทำงานที่ตัวเองชอบ ยังตอบปัญหาที่ยังไม่มีใครสนใจแก้ไข
คนที่อยากได้ Autonomy ต้องเอากรณีนี้เป็นตัวอย่าง
น้องมิได้นั่งเฉยๆ บ่นพึมพำ หรือโวยวาย เรียกร้องขออิสระในการเลือกงาน รอให้ใครกรุณาบรรจงใส่พานมาให้น้องเลือกที
“โอกาส” ที่จะตอบสนองความอิสระที่อยากได้ ล่องลอยอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่กับใครมองออก มองทะลุ
ยิ่งเป็นปัญหาที่น่าจะได้รับการแก้ไข และเป็นประเด็นที่เหมือนไม่มีใครต้องรับผิดชอบโดยตรง เป็นปัญหาที่ล่องลอยคอยคนมาใส่ใจ
ยิ่งน่าคว้าเอามาอาสาช่วยแก้ไข จะเล็กจะใหญ่ ไม่เป็นไร ถือว่าได้อิสระ ได้ทำในสิ่งที่เลือก
แถมน้องในกรณีนี้ แสน “เป็น” เพราะนอกจากเห็นโอกาส ยังสื่อสารขออนุญาตพี่อย่างมีสัมมาคารวะ
Win-Win ร่วมกันมันเป็นเช่นนี้นี่เอง
สัปดาห์หน้า มาคุยกันต่อเรื่องการ Motivate น้องยุคใหม่ สไตล์ 3.0 ด้วย Autonomy และวิธี 4T ต่อค่ะ









