วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ทีพีพี” อินโด..นอนไม่หลับ ไทย..ส่ายไปส่ายมา

ช่วงนี้ประธานาธิบดีโจโควี วิโดโด (Jokowi Widodo) แห่งอินโดนีเซีย คงจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ

หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ นครแอตแลนต้า สหรัฐอเมริกา ที่มีการบรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือที่เรียกว่า “ทีพีพี” (TPP...Trans-Pacific Partnership) ที่มี 12 ประเทศลงนามในข้อตกลงดังกล่าว

แล้วทำไม? ประธานาธิบดีวิโดโดจึงนอนไม่หลับ ล่ะ?

ข้อตกลงข้างต้น ที่รวมเอาสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนาม และอีก 9 ชาติ จะทำให้ประเทศเหล่านี้มีการค้าขายภายในกลุ่มไม่เสียภาษีระหว่างกัน หรือเสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก สิ่งที่วิโดโดกลัวก็คือ เวียดนามซึ่งมีลักษณะโครงสร้างทางอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive Industry) คล้ายๆ กับอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมรองเท้า เวียดนามคงจะก้าวเข้าไปทำตลาดในทุกประเทศในกลุ่มได้อย่างแข็งแกร่ง จากอัตราภาษีที่ลดลงอย่างมหาศาล จากข้อตกลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่า คงจะทำให้ภาคธุรกิจอินโดนีเซียเดือดร้อนเป็นแน่

อินโดนีเซียคงจำได้แม่นว่า ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ทำให้อินโดนีเซีย ไทย และอีกหลายประเทศในเอเชีย ต้องเกือบจะต้องล้มละลายทางเศรษฐกิจไปเลย หลังจากนั้นก็มีพระเอกขี่ม้าขาว ที่มาช่วยประเทศเหล่านี้ไว้ได้นั่นก็คือ “ภาคการส่งออก” นั่นเอง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “การส่งออก” ของอินโดนีเซีย และไทย ต่างมีสัดส่วนสูงกว่า 60% ของ GDP ดังนั้น พูดกันง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพา “การส่งออก” สูงเป็นอย่างมาก

พี่ไทยบอกว่า “ไม่ต้องง้อทีพีพี หรอก !! เพราะเรากำลังจะมีเออีซี”

ประเทศไทยยังไม่มีการส่งสัญญาณใดๆ ที่จะแสดงตนเข้าร่วม “ทีพีพี” เลย คนในภาครัฐหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นว่า ปลายปีนี้ไทยเรากำลังจะเปิดเออีซี (AEC-Asian Economic Community) ซึ่งจะทำให้อาเซียนเราทั้งสิบประเทศ สามารถค้าขายกันได้อย่างเสรี ถ้าเรา...อาเซียนรวมตัวกันได้อย่างนี้ เราจะมีขนาดประชากรรวมกันประมาณ 600 ล้านคน ขนาดเศรษฐกิจรวมกันน่าจะประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์ ค้าขายกันเองไม่ต้องพึ่งใครก็ได้

งานนี้ คนพูดอาจจะสักแต่พูด หากมองกันตามข้อเท็จจริงแล้ว จริงอยู่ประเทศไทยค้าขายกับบรรดาชาติอาเซียนด้วยกันประมาณ 50% ของมูลค่าทั้งหมด โดยเรามีการค้าขายกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ประเทศละประมาณ 10-15% เอง ดังนั้น ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไรเลยกับ “ทีพีพี”

แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะพบว่า รายการส่งออกและนำเข้าจำนวนมหาศาล ระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นแบบ “Export for Re-Export” นั่นคือ มีการส่งชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลระหว่างกัน เพื่อนำไปประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นั่นคือบรรดาประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ค้าขายกับไทยนั้น หลายๆ ประเทศผนึกกันเป็นฐานการประกอบชิ้นส่วนเพื่อผลิตสินค้าจำหน่ายออกไปทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตอนเศรษฐกิจโลกมีอาการไม่ดี การส่งออกระหว่างกันของกลุ่มประเทศเหล่านี้...จึงตกกันถ้วนหน้า

ทั้งโลก...เดินด้วย “เครื่องจักรตัวเดียว” หนทางเดียวที่จะแก้ได้...ต้องมี “เพื่อนเยอะๆๆ”

ปีนี้ทั่วโลกมีปัญหาไปกันหมด ยกเว้นสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวที่มี “อุตสาหกรรมเทคโนโลยี” มาช่วยประคับประคองให้โดดเด่นกว่าประเทศอื่น ส่วนจีนมีการลดค่าเงินหยวนหลายต่อหลายครั้ง ญี่ปุ่นทุกวันนี้ยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE-Quantitative Easing) อย่างรุนแรง โดยอัดฉีดเงินเขาสู่ระบบ 80 ล้านล้านเยนต่อเดือน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็อัดฉีดเดือนละ 60,000 ล้านยูโรต่อเดือน แต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น จึงทำให้การส่งออกของกลุ่มอาเซียนเกือบทุกประเทศรวมทั้งไทยลดลงตามไปด้วย

การคาดการณ์ของ “ทีพีพี” พบว่า ภายในปี 2568 หรืออีกสิบปีข้างหน้า ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้GDP โตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 10% ในบางประเทศ เช่น เวียดนาม เป็นต้น ผู้เกี่ยวข้องจึงต้องไปคิดต่อว่า ถ้าไทยอยู่ในข้อตกลงนี้แล้ว จะมีโอกาสที่ GDP จะเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่?

เขตการค้าเสรี “RCEP” พระเอกคนใหม่จริงหรือ?

หลังการบรรลุความร่วมมือทางเศรษฐกิจทีพีพีนั้น ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งพูดถึงเขตการค้าเสรี ที่เรียกว่า “อาเซ็ป” (RCEP-Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือที่หลายเรียกว่า ASEAN+6 หรือ กลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ บวกกับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  

ผมว่า “อาเซ็ป” คงจะใช้เวลานานพอดู ในขณะที่ “ทีพีพี” ได้เริ่มสตาร์ทไปแล้ว ผมว่าภาคธุรกิจส่งออกของไทย คงอยากจะให้รัฐบาลเข้าร่วมหมด ไม่ว่าจะเป็น “อาเซียน” “อาเซ็ป” “ทีพีพี” หรือเขตอื่นๆ ผมจึงคิดว่า รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งนอนใจในการสมัครเป็นสมาชิก “ทีพีพี”

จริงอยู่ !!! “ทีพีพี” มีข้อไม่ดีมากมาย เช่น การที่ไทยต้องซื้อยาแพงขึ้น การเปิดเสรีทางด้านธุรกิจการเงิน และอื่นๆ แต่สิ่งเหล่านั้นก็คือ “การเจรจาต่อรอง” ที่มีทั้งได้และเสีย

เวลานี้เรายังมีเพื่อนๆ “ชวนเข้ากลุ่ม” อยู่นะครับ หรือเราจะหยิ่งรอจนถึงวันที่เราต้อง “ของ้อเข้ากลุ่ม” เอง 

คุณผู้อ่านคิดว่า “แบบไหน...จะดีกว่ากันละครับ??”