วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องราวของเงินตราและปัญหาด้านเสถียรภาพ

ในปัจจุบันนี้ บ่อยครั้งยังมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายว่า ธนบัตรและยอดเงินในบัญชีที่เราต่างมีอยู่

ในธนาคารนั้น เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีทองคำหนุนหลังอยู่ ธนบัตรเป็นแผ่นกระดาษคุณภาพดีที่ ใช้เป็นฐานของการพิมพ์ลวดลายเพื่อให้เลียนแบบยาก เกือบทุกสังคมมีกฎหมายกำหนดให้ภาครัฐจัดพิมพ์ธนบัตรออกมา พร้อมกับคำสั่งว่า แต่ละแผ่นมีค่าเป็นหน่วยเงินตราตามตัวเลขที่ปรากฏ เมื่อเรานำธนบัตรไปให้ธนาคารเก็บไว้ เราได้ตัวเลขในบัญชีที่ชี้บ่งว่า เรามีเงินฝากไว้กับธนาคารจำนวนเท่านั้น เราต้องการธนบัตรเมื่อไรก็ไปเบิกออกมา แต่เราจะนำธนบัตรและยอดเงินในบัญชีไปแลกทองคำจากธนาคารกลางไม่ได้

ผู้ฟังคำอธิบายจำนวนมากมักจะประหลาดใจ เพราะฝังใจมานานว่า ธนบัตรมีทองคำค้ำประกันอยู่ และไม่เคยรู้ประวัติของเงินตรามาก่อนว่า ย้อนไปในสมัยโบราณ บรรพบุรุษของเราเริ่มแลกเปลี่ยนสินค้ากันด้วยวิธีที่เรียกว่า “ยื่นหมา ยื่นแมว” โดยนำของที่จะแลกกันมายื่นให้แก่กันโดยตรง เช่น ปลาช่อน 1 ตัว แลกกับมะพร้าว 1 ลูก เนื่องจากบางครั้งหน่วยที่จะแลกกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สะดวกต่อการนำมาแลกโดยตรง ชาวตะวันออกกลางซึ่งเริ่มก้าวหน้าเร็วกว่าย่านอื่น เริ่มใช้ข้าวบาร์เลย์เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ต่อมาเมื่อความก้าวหน้าเกิดขึ้นในย่านอื่นของโลก สิ่งอื่นถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางแม้กระทั่งเปลือกหอย (สำหรับผู้สนใจในประวัติของความก้าวหน้า ขอแนะนำให้อ่านหนังสือของ Jared Diamond เรื่อง Guns, Germs, and Steel ซึ่งมีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ www.bannareader.com) 

เมื่อราว 3 พันปีที่ผ่านมา ประชาชนในย่านตะวันตกของตุรกีในปัจจุบัน เริ่มทำเหรียญด้วยแร่เงินและทองคำ เพื่อนำมาใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน หลังจากนั้น แทนที่จะใช้เหรียญเงิน หรือทองคำโดยตรง บางสังคมเริ่มใช้ตั๋วกระดาษ ที่พ่อค้าหรือธนาคารออกให้ผู้ฝากแร่เงินและทองคำไว้เป็นตัวกลางแทน จีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นสังคมแรกที่พิมพ์เงินตราเป็นแผ่นกระดาษ อันเป็นต้นตอของธนบัตรในปัจจุบัน ทั้งธนบัตรและเหรียญที่ใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนนั้น รวมกันเรียกว่า “เงินตรา”

ในตอนต้นๆ ธนบัตรที่พิมพ์ออกมามักมีคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลว่า มีทองคำหนุนหลังอยู่ ใครอยากได้ทองคำก็นำธนบัตรไปแลกทองคำได้ แต่ในสมัยนี้ ไม่มีรัฐบาลไหนทำเช่นนั้นแล้ว ธนบัตรที่เราใช้กันอยู่จึงมีค่าตามกฎหมายว่า มันใช้แลกสินค้าและบริการ พร้อมกับใช้ชำระหนี้ได้เท่านั้น

เนื่องจากเงินตราเป็นวัตถุที่มีทั้งน้ำหนักและปริมาตร การจะขนไปไหนมาไหนเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยน หรือชำระหนี้มีปัญหา ถ้าต้องใช้จำนวนมาก จึงเกิดข้อตกลงกันว่า ให้ฝากเงินตรานั้นไว้ในธนาคาร แล้วธนาคารออกบัญชีให้ว่าเรามีเงินตราฝากเท่าไร เราอาจนำบัญชีนั้นไปใช้ที่ไหนก็ได้ในรูปของการเขียนคำสั่งลงบนแผ่นกระดาษเรียกว่า “เช็ค”  ต่อมาการใช้เงินตรานิยมทำกันผ่านบัตรที่มีรหัสของแต่ละบุคคลกำกับอยู่ ซึ่งเรารู้กันในนามของบัตรเครดิตและบัตรเดบิต หลังจากนั้น มีการโอนเงินตราผ่านคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ณ วันนี้ มีการคาดกันว่า อีกมิช้าตัวเงินตราจะหายไป เหลือไว้เพียงตัวเลขในบัญชี และหลักฐานการโอนตัวเลขนั้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

รัฐบาลทั่วโลกยกเว้นไม่กี่ประเทศมีเงินตราของตนเอง เวลาเราจะเดินทางไปประเทศไหน ก่อนไปเรามักเอาเงินบาทแลกเงินตราของเขาตามอัตราที่รัฐบาล หรือธนาคารกำหนดเพื่อนำติดตัวไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราไม่อาจแลกเงินตราของประเทศจำนวนมากในเมืองไทย หรือนำเงินบาทไปแลกเงินตราในประเทศของเขาได้ เราจึงต้องแลกเงินบาทเป็นเงินสกุลใหญ่ๆ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐนำติดตัวไป เงินสกุลดอลลาร์เป็นที่ยอมรับแลก หรือใช้เป็นตัวกลางกันอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก เพราะสหรัฐเป็นมหาอำนาจทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ

การที่เงินสกุลดอลลาร์เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง สร้างความได้เปรียบให้แก่สหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือสหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาเพื่อแลกสินค้าได้ทั่วโลก ในปัจจุบันนี้จึงมีธนบัตรของสหรัฐกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปถึงราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะกองเป็นภูเขาเลากา แต่ค่าของธนบัตรนั้นยังไม่เท่ากับตราสารหนี้ที่เป็นพันธบัตรของสหรัฐซึ่งรัฐบาลต่างๆ ถือไว้ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีน ข้อมูลบ่งว่าสองประเทศนี้ถือตราสารหนี้อยู่ถึงประเทศละกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน สิ่งเหล่านั้นมีค่าเกินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ การที่สหรัฐสามารถพิมพ์กระดาษหรือขายพันธบัตรออกมาแลกสินค้าได้ ส่งผลให้หลายประเทศมีความพยายามที่จะทำบ้าง รวมทั้งสหภาพยุโรปและจีน ด้วยปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งการกีดกันของรัฐบาลสหรัฐ เงินตราสกุลใหม่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในระดับเดียวกับดอลลาร์ 

สภาพเช่นนี้อาจอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีปัญหามากนัก หากเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ประสบปัญหาสาหัส และรัฐบาลสหรัฐไม่ใช้พลังทางการเงินของตนไปในด้านการเมืองระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศจำนวนมากมองว่า เศรษฐกิจของสหรัฐจะมีปัญหายืดเยื้อต่อไป และรัฐบาลสหรัฐจะใช้พลังทางการเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะกอบโกยทรัพยากรของโลก และคงความเป็นอภิมหาอำนาจของตน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงกับสังคมอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์เกี่ยวกับการรุกรานและการต่อสู้กันในหลายย่านของโลกยืนยันว่า การคาดการณ์นั้นถูกต้อง  นั่นหมายความว่า โลกใบนี้นับวันจะมีเสถียรภาพน้อยลง 

บุคคลและประเทศจะทำอย่างไรในภาวะดังกล่าวนั้น? ขอเรียนว่า ผมไม่มีคำตอบ นอกจากจะบอกใบ้ให้ยึดหลักการกระจายความเสี่ยงในการบริหารจัดการชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศ หลีกเลี่ยงความวู่วามเพราะหวังจะสร้างความร่ำรวยอย่างรวดเร็ว หรือจะให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงสุด