วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฎหมายฟอกเงิน ใกล้ตัวกว่าที่คิด (1)

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อต้นเดือนที่ผ่าน มาพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 หรือ "กฎหมายฟอกเงินฉบับ 5" ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2558 เป็นต้นมา การออกกฎหมายฟอกเงินฉบับ 5 นี้ เป็นการปรับปรุงกฎหมายฟอกเงินของไทย ให้สอดคล้องกับข้อแนะนำของคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินการมาตรการทางการเงิน หรือ FATF ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยที่ประชุมสุดยอด G-7ในปี2532 และเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสากลที่ออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย อีกทั้งยังเป็นการเตรียมการรับการประเมินจัดอันดับประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และสนับสนุนการก่อการร้ายของFATF ครั้งที่ 3 ในช่วงปลายปีหน้า โดยเราจะศึกษารายละเอียดการประเมินในครั้งหน้านะคะ สำหรับวันนี้ เราจะศึกษากันว่า กฎหมายฟอกเงินฉบับ 5 นี้ มีการเปลี่ยนแปลง และมีผลกระทบต่อทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างไรบ้าง

ประเทศไทยได้ออกกฎหมายฟอกเงินฉบับแรกในปี 2542 ภายใต้พันธกรณีในฐานะรัฐภาคีขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเป็นมาตรการทางกฎหมายในการสกัดไม่ให้นำเงินที่ได้รับจากการกระทำความผิด ไปแปรสภาพให้เป็นทรัพย์สินใหม่ที่สะอาด ซึ่งการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ โดยประเทศไทยได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฟอกเงินของไทย ให้สอดคล้องกับมาตรการสากลมาโดยตลอด

สาระสำคัญของกฎหมายฟอกเงินฉบับ 5 ได้แก่

1.ปรับปรุงแก้ไขบทนิยามของ "ความผิดมูลฐาน" ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับปัจจุบัน เช่น ความผิดมูลฐานเกี่ยวกับเพศ ให้รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์, ความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการพนัน ในความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้ปรับลดวงเงินรวมของการเล่นพนันจาก 10 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท และให้รวมถึงการจัดการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์, ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ให้รวมถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือความผิดที่มีผลกระทบต่อราคาการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วย เป็นต้น

2.กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการควบคุมแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งมิใช่สถาบันการเงิน มีหน้าที่รายงานธุรกรรมต่อสำนักงาน ปปง.ดังนั้น ต่อไปนี้ผู้ประกอบธุรกิจให้แลกเปลี่ยนเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างร้าน หรือบุคคลธรรมดา ต่างมีหน้าที่ในการรายงานธุรกรรมการแลกเงินต่อสำนักงาน ปปง.ทั้งสิ้น

3.กำหนดมาตรการควบคุมและตรวจสอบ เกี่ยวกับการนำเงินตราออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ โดยเพิ่มเติมหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่ได้รับแจ้งข้อมูลการนำเงินตราเข้ามาในหรือออกไปนอกประเทศ อันมีมูลค่ารวมกันถึงจำนวนที่คณะกรรมการกำหนด ต้องจัดส่งข้อมูลที่ได้รับแจ้งไปยังสำนักงาน ปปง.แม้ว่าในปัจจุบันคณะกรรมการยังไม่ได้กำหนดมูลค่า การนำเงินตราออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไว้ก็ตาม แต่กฎหมายฟอกเงินฉบับ 5 กำหนดว่า จำนวนเงินตราหรือเงินตราต่างประเทศที่คณะกรรมการต้องกำหนดนั้น จะต้องไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตามที่กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินกำหนด กล่าวคือ

กรณีเงินไทย สามารถนำเงินออกนอกประเทศไทยได้ไม่เกินคนละ 50,000 บาท ส่วนการนำเงินไทยเข้าประเทศนั้น สามารถนำเข้าในประเทศได้ไม่โดยจำกัดมูลค่า

กรณีเงินต่างประเทศ สามารถนำเข้าในหรือออกนอกประเทศได้ไม่จำกัด แต่หากมีมูลค่ารวมกันเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า จะต้องสำแดงรายการเงินตราต่างประเทศนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ขณะผ่านด่านศุลกากร

4.สำนักงาน ปปง.มีอำนาจในการเรียกให้มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรไม่แสวงหากำไรใด ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำธุรกรรม หรือสั่งระงับการทำธุรกรรมใดๆ ได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่ามูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรไม่แสวงหากำไรนั้น มีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

5.กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ทั้ง 10 ประเภท เช่น ผู้ค้าขายอัญมณี เพชร พลอย ทองคำ ผู้ค้าของเก่า ผู้ประกอบอาชีพบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน เป็นต้น ต้องทำการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้า จากเดิมที่กำหนดเป็นหน้าที่เฉพาะของผู้ประกอบอาชีพ ให้คำแนะนำหรือที่ปรึกษาในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุน และผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ที่มีหน้าที่ทำการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้า พร้อมขยายระยะเวลาในการเก็บรักษารายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงของลูกค้า จากเดิม 5 ปี เป็น 10 ปี ทั้งนี้ การตรวจสอบทราบข้อเท็จจริงของลูกค้านี้ ผู้ประกอบอาชีพต้องทำการตรวจสอบ โดยไม่ให้ลูกค้าหรือบุคคลภายนอกทราบถึงการตรวจสอบดังกล่าวอีกด้วย

การตรวจสอบทราบข้อเท็จจริงของลูกค้านั้น เป็นการประมวลผลจากการทำธุรกรรมของลูกค้าแต่ละรายว่า มีความผิดปกติหรือมีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งการกำหนดเพิ่มเติมหน้าที่ให้ผู้ประกอบอาชีพทุกประเภทต้องทำการตรวจสอบนี้ อาจส่งผลกระทบกับลูกค้าในการให้ข้อมูลก่อนทำธุรกรรมมากขึ้น และทำให้ภาคเอกชนต้องทำการตรวจสอบลูกค้าเข้มงวดมากขึ้น

6.กำหนดให้สำนักงาน ปปง.ต้องจัดอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ให้แก่ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล

ขณะนี้ถือเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้บังคับกฎหมายฟอกเงินฉบับ 5 จึงอาจต้องให้เวลากับภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ ในการทำความเข้าใจและปรับตัว ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนจะทำให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามได้อย่างแน่นอน 

แล้วพบกันใหม่คราวหน้าค่ะ

------------------------- 

อมราพร สัจจารักษ์ตระกูล

บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการและไม่ใช่ความเห็นของบริษัทอัลเลนแอนด์โอเวอรี่ (ประเทศไทย)จำกัดที่ผู้เขียนทำงานอยู่