งวดเข้ามาทุกขณะสำหรับการเรียกร้อง ค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวก ซึ่งมีหลายคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือปปช. ทยอยสรุปออกมาทีละคดี ต่างกรรม ต่างวาระออกไป
ล่าสุดคดีจีทูจีเก๊หรือลวงโลก 2 ที่อนุกรรมการปปช. พบว่ามีการจ่ายเช็คหมุนเวียนภายในประเทศเฉียดแสนล้านบาท ในกลุ่มบริษัทเดิม ตัวละครเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา
สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงได้เห็นการโต้ตอบอย่างเผ็ดร้อน ทั้งจากตัวนางสาวยิ่งลักษณ์ เองที่จดหมายไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในทำนองร้องขอความเป็นธรรม และการออกมาโต้ตอบของทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ออกมาระบุ ว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มีหนังสือขอความเป็นธรรมถึงนายกฯประยุทธ์หลายฉบับ แต่ถูกกรมบัญชีกลางเก็บเรื่องไว้หมด และแสดงความหนักใจกับวิธีการทำงานของคณะกรรมการสอบสวน ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์คัดค้านคือไม่ดูความเหมาะสมของวันเวลาที่สอบสวน ในลักษณะทำงานตามอำเภอใจ อยากจะกำหนดวันนัดวันไหนก็นัด ไม่ปรึกษาหารือวันนัดหมายและนัดก็มีลักษณะเชิงบังคับ ซึ่งพยานแต่ละคนมีเหตุจำเป็นก็ไม่ฟังเหตุฟังผลตัดพยานทันที เช่น พยานราย กิตติรัตน์ ณ.ระนอง เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังติดกิจธุระก็ไม่ยอมถ้าไม่ทำหนังสือให้ทบทวนก็ไม่ยอมให้เข้าพูด
พุ่งเป้าไปที่คณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิด ซึ่งมี 2 ชุด ชุดหนึ่งกระทรวงพาณิชย์เจ้าภาพสรุปค่าเสียหาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ และพวกคดีจีทูจี ยอดค่าเสียหายรวมประมาณหมื่นกว่าล้านบาทและอีกชุด กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ พิจารณาละเมิดของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่กำลังสรุปออกมาเบื้องต้นประมาณ 1.9-2 แสนล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการสรุปส่งไปถึงรมว.คลังแล้วและมีข้อคิดเห็นจากกระทรวงการคลังให้สอบพยานเพิ่มเติม โดยเฉพาะในราย กิตติรัตน์ที่ร้องขอมาและคณะกรรมการเปิดให้กิตติรัตน์เข้าให้ถ้อยคำแล้วคนเดียวทั้งวัน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7-8 ชั่วโมง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกว่าพูดกันเต็มที่
หลังจากนี้คณะกรรมการคงสรุปเสนอรมว.คลังได้ตามขั้นตอนไม่เกิน 1 เดือนนับแต่วันที่ 29 ก.ย.ที่ได้สรุปส่งเรื่องรอบแรก
ก่อนหน้านี้มีตัวเลขที่มีความเข้าใจกันว่า การเรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์จะพุ่งสูงกว่า 5 แสนล้าน อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและสับสน เพราะมีการนำตัวเลขความเสียหายไปปะปนกับตัวเลขขาดทุนโครงการ ซึ่งตัวเลขขาดทุนนั้นเกิดกับทุกโครงการจำนำหรือโครงการแทรกแซงสินค้าเกษตรของรัฐบาล ไม่สามารถนำมาเป็นเกณฑ์คำนวนและเรียกเอาผิดทางละเมิดเต็มจำนวนได้ เพราะไม่ว่าใครมาทำโครงการย่อมเกิดผลขาดทุนอยู่แล้ว
แต่กรณีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องเรียกค่าเสียหายกรณีกระทำละเมิด จากการถูกฟ้องปฏิบัติหรือละเว้นปฏบิติหน้าที่มิชอบก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งคิดจากการตั้งราคารับจำนำที่สูงเกินไปและมีเสียงเตือนให้ใช้ความระมัดระวังให้รอบคอบจากปปช.และสตง.ว่าจะเกิดความเสียหายรุนแรงแต่ไม่ใช้ความพยายามอย่างเพียงพอสกัดยับยั้ง
ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจึงคิดจากจำนวนเงินจำนำราคาสูงที่จ่ายไปและนำไปลบกับราคาตลาดที่ขาย ณ ขณะนั้นเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งมีบันทึกของกรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศ ออกมาเป็นเกณฑ์คำนวน พบความเสียหายประมาณ 1.9-2 แสนล้านบาท หาใช่ 5แสน กล่าล้านตามจำนวนเงินคณะกรรมการปิดบัญชีสรุปออกมาไม่
ส่วนข้อถกเถียงที่ว่าทำไมใช้พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 แล้วออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แทนการฟ้องคดีละเมิดต่อศาลยุติธรรม ได้ตรวจสอบกับนักกฎหมายหลายรายเพราะกฎหมายนี้ออกมาเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่จากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ จะเลือกใช้วิธีฟ้องต่อศาลยุติธรรมไม่อาจกระทำได้ เพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม
และที่บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีข้อกฎหมายและระเบียบออกมาว่าเมื่อสรุปผลการละเมิดแล้ว หน่วยงานจะเป็นผู้ออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดนำเงินมาชำระภายในเวลาที่กำหนด โดยต้องแจ้งสิทธิว่าผู้ได้รับคำสั่งมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายในเวลา90วันด้วย ถ้าหากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมฟ้องให้เพิกถอนได้ใน90วัน ใช้สิทธิต่อสู้ทางศาลได้เต็มที่
ต้องติดตามเรื่องนี้กันใกล้ชิด โครงการนี้สะเทือนและมีผลต่อเนื่องยาวนานยิ่งนัก









