วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความท้าทายในนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจไทย

บทความวิชาการล่าสุด ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างช้าๆ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง จากทั้งปัจจัยภายนอกที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเปราะบาง โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และปัจจัยภายในประเทศที่ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถพัฒนาสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า และตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยที่ภาคการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 77% ที่มีแนวโน้มลดลงส่งผลให้การผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว ขณะที่ภาวะราคาสินค้าเกษตรและโภคภัณฑ์ที่ตกต่่าส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร ประกอบกับภาคครัวเรือนมีหนี้สะสมสูง จึงทำให้ความต้องการในการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคภายในประเทศชะลอลงอย่างมาก รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนก็อ่อนแรงลงโดยมองไม่เห็นความจำเป็นต้องลงทุนใหม่ในช่วงนี้ ยิ่งท่าให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลายภาคส่วนชะลอตัวลง ดังนั้นภาครัฐซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่เหลืออยู่จึงจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนเพียง 20% ของจีดีพีก็ตาม

แต่หากรัฐบาลเร่งใช้มาตรการทางการคลัง โดยเร่งใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในระยะสั้น สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 3 ที่ใช้เงิน 130,000 ล้านบาทนั้น ในงานวิจัยเรื่องแรงกระตุ้นของนโยบายารคลังในปี 2558-2559 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ยังระบุถึงการประเมินแรงกระตุ้นทางการคลังปี 2558-2559 ทั้งจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและเร่งเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม พลังงาน และสาธารณูปโภคของรัฐวิสาหกิจ พบว่าตัวทวีคูณของแรงกระตุ้นทางการคลัง หรือ Fiscal Multiplier Effects ทั้งที่มาจากรายจ่ายที่เป็นเงินโอนไปยังส่วนท้องถิ่นนั้นมีค่าตัวทวีต่ำสุด เพราะไม่ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานโดยตรง นอกจากนี้รายจ่ายเพื่อกระตุ้นอุปโภคบริโภคมีค่าตัวทวีก็เท่ากับ 1 ในขณะที่รายจ่ายงบประาณลงทุนมีค่าตัวทวีระหว่าง 0.7 -1 โดยขึ้นกับประเภทโครงการและระยะเวลาที่จะดำเนินการด้วยนั้น ทำให้ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.7% ส่วนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คาดจะเติบโตเพิ่มขึ้น 0.1-0.4% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวปีนี้ที่ 2.5-3% ขณะที่ทริสเรทติ้งคาดอยู่ที่ 2.5%

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคม คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ เหตุภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยลดลง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมมีอุปทานตกค้างจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งเมืองสําคัญในภูมิภาค เช่น พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น โดยรัฐบาลยอมสูญรายได้ 16,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อสังหาริมทรัพย์รวม 2 มาตรการ ผ่านมาตรการทางการเงินเพื่อเป็นการสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่มีรายได้สุทธิต่อเดือนไม่เกิน 30,000บาท ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมอยู่อาศัยเป็นของตนเองในวงเงิน 3 ล้านบาท โดยให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี และมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ส่วนมาตรการด้านการคลังจะลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและการโอน จากเดิม 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และ 1% ของมูลค่าที่จดจำนอง เหลือเพียงอัตรา 0.01% เป็นเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะยกเว้นภาษีเงินได้บุุคคลธรรมดา 20% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 5 ปี

โดยดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจากนี้ไปจะกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เนื่องจากมาตรการที่ออกมาพอจะประคับประคองเศรษฐกิจได้ ต่อไปจะให้น้ำหนักในการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากนี้ไปได้ แต่ก็จะไม่ประมาทและกระตุ้นเมื่อจำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาที่จะผลักดันให้จีดีพีเติบโตสวนกระแสโลกที่ผิดปกติ เพียงต้องการยับยั้งการทรุดตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามในบทความของธปท. ชี้ว่าการส่งผ่านรายจ่ายลงทุนสู่เศรษฐกิจ จากการออกมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ผู้ก่าหนดนโยบายคือรัฐบาลต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิผลของการใช้จ่ายกับระยะเวลาการส่งผ่านของนโยบายการคลังที่มีผลต่อเศรษฐกิจ เพื่อให้งบประมาณมีความคุ้มค่าและใช้จ่ายได้ตรงตามเป้าหมาย ตลอดจนสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรตาม ท่ามกลางสัญญาณลบอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกที่บ่งบอกการถดถอย พร้อมๆกับทิศทางเงินเฟ้อที่ไม่แน่นอน ซึ่งล้วนกระทบต่อภาวะตลาดการเงินโลกให้เกิดความผันผวน ทำให้ปัจจัยทั้งหมดจึงยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายรัฐบาลต่อไป