จะแก้ปัญหาคนชอบคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่งได้อย่างไร

นักการเมือง ผู้นำทางศาสนา นักการตลาด มักชอบคิด โน้มน้าวให้คนคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง
ถ้าไม่ขาวก็ต้องดำ เพื่อดึงให้คนอื่นมาเป็นพวก ทำในสิ่งที่พวกตนได้ประโยชน์ การชักนำให้คนเลือกข้างขั้วใดขั้วหนึ่ง เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ปลุกเร้าอารมณ์อย่างได้ผล ทำให้เกิดความเชื่ออย่างหนักแน่นเพิ่มขึ้น นี่คือเรื่องอำนาจ คนที่ถูกโน้มน้าวจูงใจให้คิดสุดขั้วแบบเดียวกันพลอยรู้สึกว่า ตนมีพรรคพวก มีกลุ่ม อยู่ในชนเผ่า รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว มั่นคง ชัดเจน มีอำนาจ มีพลังไปด้วย การปลุกเร้าตอกย้ำให้คนเชื่อตามด้วยอารมณ์ความรู้สึก ยิ่งทำให้คนเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่า ตนและพวกตนเป็นฝ่ายถูก คนอื่นเป็นฝ่ายผิด
คนคิดแบบนี้มองว่า มีกฎอยู่ข้อเดียว มีวิธีทำวิธีเดียว ใช้ได้ทั่วไปกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นสิ่งที่เป็นธรรม ชัดเจน แน่นอน คาดหมายได้ ไม่กำกวมหรือเป็นนามธรรมเกินไป
โลกจริงไม่ใช่ขาวหรือดำเสมอไป มีสีเทาหลายเฉด มีกฎเกณฑ์หลายอย่างที่ใช้กับคนต่างๆ กันโดยมีเหตุผล และเป็นธรรมเช่นกันได้ เช่น ในงานปาร์ตี้ทุกคนกินเหล้าได้ แต่คนที่ต้องขับรถกลับบ้านเลือกไม่ดื่มเหล้า เพราะเห็นว่าเสี่ยงอันตราย กฎบางข้อขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือวันเวลา เช่น ที่ทำงาน โรงเรียน เปิดเฉพาะวันธรรมดาในช่วงปิดเรียน แต่ปิดในวันเสาร์อาทิตย์ และช่วงหยุดเรียน นั่นก็คือกฎทุกกฎมีข้อยกเว้นที่มีเหตุผลและเป็นธรรมได้ ไม่ใช่แปลว่าใช้กฎ 2 มาตรฐานกับคนที่อยู่ขั้วต่างกัน อาจเกิดได้เฉพาะประเทศเผด็จการล้าหลัง
จะป้องกันหรือแก้ปัญหาการคิดแบบ 2 ขั้วสุดโต่งได้อย่างไร ทั้งภาครัฐบาล ธุรกิจเอกชน สังคมประชา ต้องช่วยกันปฏิรูปเรื่องการเลี้ยงดูเด็กและการศึกษา เพื่อสร้างให้เด็กเยาวชนมีสุขภาพจิตที่ดี พัฒนาวุฒิภาวะทางสติปัญญาอารมณ์ คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ คิดทางบวก คิดในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เรียนรู้ที่จะเป็นคนเปิดใจกว้าง มีเป็นนักเสรีประชาธิปไตย เคารพสิทธิตนเองและคนอื่น เคารพความหลากหลายด้านศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม
แนวทางแก้ในระดับสังคมคือ จะต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้มีความเป็นประชาธิปไตย และเป็นธรรมเพิ่มขึ้น ประชาชนได้รับบริการที่จำเป็นจากรัฐอย่างทั่วถึง และได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเป็นธรรมในด้านกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างเท่าเทียมเสมอหน้ากันโดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับอภิสิทธิ์ชน
ในระดับบุคคล เราแต่ละคนควรจะสนใจอ่าน สังเกตคิด เรียนรู้การพัฒนาทางความคิดจิตใจของตนเองและคนอื่นๆ พยายามวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาวิธีการคิดอย่างบิดเบือนของตัวเราเอง ไปเป็นการคิดอย่างมีเหตุผล มีวิจารณญาณ อย่างสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น
แนวทางแก้ปัญหา/พัฒนาตัวเองในเรื่องวิธีการคิดนี้ นักจิตวิทยาเขียนแนะนำไว้ เช่น
1.เปิดใจกว้าง อ่านหนังสือจิตวิทยา ตรวจสอบ วิเคราะห์ วิธีคิดความคิดของเราว่า เป็นการคิดแบบบิดเบือน มีอคติบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับการมองโลกที่เป็นจริง เป็นความคิดสร้างความขัดแย้ง สร้างปัญหา ทำให้กลัดกลุ้มเครียดขึ้นหรือไม่ อย่างไร เช่น แทนที่จะคิดอย่าง 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง ลองคิดแบบสายกลางหรือประนีประนอม (Moderate) จะได้ไหม
2.เอาใจใส่สิ่งที่คุณพูด คนที่คิดแนวนี้มักชอบใช้คำที่สุดโต่ง เช่น เสมอๆ, ไม่มีทางเป็นไปได้, ยอดเยี่ยมสุดๆ, เลวร้ายสุดๆ, ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งในโลกจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดสุดขั้วอาจจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วแต่เรื่อง แล้วแต่สถานการณ์ ยอมรับคำว่า “บางที” หรือตั้งคำถามใหม่ว่า แล้วถ้ามันไม่ใช่อย่างนั้นละ?
3.หัดมองว่าโลกนี้ไม่ได้มีสีขาวและสีดำอย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้น แต่มีสีเทาหรือสีเฉดอื่นๆ อยู่ด้วย แทนที่จะมองว่าใครหรืออะไร ถูกหรือผิด 100% ลองมองคนและเรื่องต่างๆ แบบว่ามีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน ให้คะแนนหรือให้เกรด ซึ่งอาจจะออกมาอยู่กลางๆ ได้ ไม่จำเป็นว่าคนใด เรื่องใด ต้องได้คะแนนสูงสุดหรือคะแนนต่ำสุดอย่างใดอย่างหนึ่ง
4.ติดตามทบทวนความคิดตัวเอง ว่าเราคิดอะไร อย่างไร ไม่ด่วนสรุปตัดสินใจ ไม่ด่วนพูดด่วนทำอะไรด้วยอารมณ์ความรู้สึก ลองทำใจให้สงบ มีสมาธิ คิดอย่างเป็นกลางๆ คิดว่าคนที่เขาคิดต่างจากเรานั้น เขามีเหตุผลของเขาอย่างไร ถ้าสมมติว่าเราเป็นเขา เราจะคิดอย่างไร
5.เรียนรู้ที่จะคิดแบบหาเหตุผลมาโต้แย้งกับแนวคิดเดิมของตนเอง คิดแบบถ่วงดุล หาข้อดีข้อเสีย จุดแข็ง จุดอ่อน ของคนหรือเรื่องที่เราคิด หาข้อมูล หาหลักฐานเพิ่มขึ้น มองปัญหาเช่นพฤติกรรมการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ในหลายกรณีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้ง ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นตลอดไป เช่น การที่เราทำบางเรื่องผิดพลาด ล้มเหลว ไม่ควรจะสรุปว่าเราเป็นคนโง่ ไม่เอาไหน หรือจับทุกเรื่องผิดพลาดทุกครั้งไป
6.พิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้น ดูว่าการคิดแบบ 2 ขั้วตรงข้ามสุดโต่ง จะก่อปัญหาหรือได้ประโยชน์อย่างไรหรือไม่ เทียบกับการคิดแบบอื่น หัดเลิกคิด และสรุปเป็นนัยทั่วไปแบบง่ายเกินไป โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่น่าพอใจ ขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องบวก เรื่องดีที่เกิดขึ้น ก็ยอมรับ ไม่ต้องไปลดความสำคัญ อ้างว่าเป็นเรื่องโชคหรือฟลุ้ก เลิกโทษตัวเองหรือคนอื่น วิเคราะห์แต่ละเรื่องตามสภาพเป็นจริง ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ที่หลายครั้งไม่ใช่ความคิดของใครคนหนึ่งคนใด หรือแม้แต่ตัวเราเองโดยเฉพาะ
7.อย่าไปคิดตีความพฤติกรรมของคนอื่นตามความคิดของเราเอง โดยเฉพาะการคิดในทางลบอย่างไม่เป็นจริง ควรจะมองหลายๆ ด้าน หาข้อมูลที่เป็นจริง เช่น คุยถามให้รู้แน่ มากกว่าการคิดไปเอง
8.เลิกบังคับให้ตนเองต้องทำตามกฎเกณฑ์ในชีวิต ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการสรุปแบบใช้หลักเกณฑ์แบบผิดๆ เพราะเราเชื่อกฎมากไปได้ เช่น วิธีคิดว่า ถ้าเขารักฉัน เขาไม่ควรทำอย่างนั้น ถ้าฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้ แสดงว่าฉันโง่มาก เพราะจริงๆ แล้ว มันมีเหตุผลความเป็นไปได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่ที่เราคิดสรุปเอง
9.ฝึกการคิดแบบมีเหตุผล คิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่ดีหรือแง่บวกอย่างสมจริง เลิกวิธีคิดแบบมองในแง่ร้ายหรือแง่ลบมากเกินไป พิจารณาเรื่องต่างๆ ตามความเป็นจริง อย่างมีเหตุผล อ่านหนังสือจิตวิทยาในเรื่องเหล่านี้ คุยกับคนที่ฉลาด มีวุฒิภาวะ ที่อาจให้มุมมองที่แตกต่างไปจากวิธีคิด วิธีมองปัญหาของเราได้







