วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ภาษา” ของชนชั้นกลางใหม่

ร่องรอยของความเปลี่ยนแปลงในสังคม อาจจะพิจารณาได้จากหลายแง่มุม หากความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ร่องรอยของความเปลี่ยนแปลงในสังคม อาจจะพิจารณาได้จากหลายแง่มุม หากความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ก็อาจจะมองได้จากโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งหมดในสังคม แต่หากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยังไม่ตกผลึกเด่นชัด โดยยังคงอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ระบบเก่ายังดำรงอยู่ ในขณะที่ระบบใหม่ก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ที่จะแย่งชิงอำนาจการนำทางสังคมการเมืองได้ เราก็อาจจะมองสภาวะก้ำกึ่ง/กำกวม จะใหม่ก็ไม่ใหม่เสียทีเดียว จะเก่าก็ไม่ใช่ โดยดูจากความเปลี่ยนแปลงของ “ภาษา”

ในฐานะที่ “ภาษา” เป็นเครื่องมือการสื่อสารระหว่างคนที่สำคัญที่สุด ดังนั้น “ภาษา” จึงกลืนความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย เพื่อยกระดับความเปลี่ยนแปลงนั้นออกมาสื่อสารกัน การแสดงออกทาง “ภาษา” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณา เพื่อที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมได้แจ่มชัดขึ้น

ท่านผู้อ่านลองถามเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่อยู่ในระบบการศึกษาดูนะครับ ครูบาอาจารย์จำนวนมากจะบ่นนักศึกษาในเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะการเขียนจดหมายหรือข้อความในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ที่นักเรียน นักศึกษา เขียนถึงครูบาอาจารย์จะจะ ตรงไปตรงมา เหมือนกับเขียนถึงเพื่อน อาจจะมีคำว่า “เรียนอาจารย์” แต่การจะเขียนต่อว่า “ที่เคารพ” หายไปจนเกือบหมด ที่สำคัญ เมื่อสองสามปีก่อน อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการเขียนลักษณะ “สั่ง” อาจารย์ในแผ่นโพสต์อิท เพื่อนัดหมายของเข้าปรึกษางาน ผมก็เจอบ่อยมากครับ สั่งว่าจะมาพบตอนนั้นตอนนี้ให้รอด้วย แถมบางคนบอกแกมสั่งอีกด้วยว่า ให้โทรศัพท์ติดต่อกลับ (ฮา)

ในหมู่คนทั่วไปในชนบท การใช้คำว่า “ชาวบ้าน“ ก็มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตั้งแต่สมัยการพัฒนาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีการขยายตัวของรัฐออกไปอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย คำว่า “ชาวบ้าน” ที่หยิบยืมมาใช้ เป็นคำที่มีความหมายรวมๆ ถึงคนทั่วไปที่ไม่ใช่ “พ่อค้า”และ “ข้าราขการ” คำๆ นี้ถูกนำมาใช้ควบคู่ไปกับคำว่า “เจ้าหน้าที่” ในระดับต่างๆ ชาวบ้านก็จะใช้คำว่า “ชาวบ้าน” ในสภาวะที่ตนเองเป็นผู้ต่ำต้อยกว่า “นาย” และต้องรอรับคำสั่งหรือความช่วยเหลือต่างๆ จาก “นาย” (ความหมายนี้แตกต่างไปจากการใช้ในสมัยโบราณ ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวงที่ “ชาวบ้าน” จะถูกใช้ในการแบ่งแยกประเภทของคนที่จะเป็นพยาน เช่น ชาวเรือ ชาวบ้าน ชาวนา (คนที่อยู่ในนา)

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ประกอบกับการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสังคมอย่างสำคัญ หน้าต่างแห่งโอกาสในการเลื่อนชั้นเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเดิม ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของผู้คน ทั้งในเขตชนบทและเมือง เปลี่ยนไปจนเกือบจะไม่เหลือแกนกลางของความสัมพันธ์แบบเดิม

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ทำให้การใช้คำว่า “ชาวบ้าน” มีความหมายที่แปรเปลี่ยนไป เวลาชาวบ้านใช้คำว่า “ชาวบ้าน” แทนตัวเองหรือกลุ่มของตนเอง จะมีนัยของการจัดความสัมพันธ์กับรัฐในเชิงที่เป็น “พลเมือง” ที่รัฐจะต้องยอมรับและ “เคารพ” ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ในเวลาต่อต้านโครงการของรัฐ ชาวบ้านจะใช้คำประกอบที่แสดงให้เห็นอำนาจของพลเมืองว่า “รัฐไม่ฟังเสียงชาวบ้านไม่ได้ โครงการนี้ชาวบ้านไม่ยอมรับ”

ในระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น หากนายกองค์การบริหารตำบลหรือนายกเทศมนตรีคนใด ถูกข้อหาว่า “ไม่ฟังเสียงชาวบ้าน” แล้วละก็ มั่นใจได้เลยว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปสอบตกแน่ๆ น่าสนใจนะครับ อัตราการเปลี่ยนตัวผู้นำในองค์กรปกครองท้องถิ่นนี้สูงมาก และเหตุสำคัญที่ทำให้สอบตกก็คือ ข้อกล่าวหาว่า “ไม่ฟังเสียงชาวบ้าน” นั่นเอง

ในการซื้อขายของทั่วๆ ไป จะพบว่าพนักงานขายทั้งหลาย จะเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกเรา ที่เป็นฝ่ายผู้ซื้อ จากเดิมอาจจะใช้คำสรรพนามว่าลุง ป้า น้า อา ต่อมาก็หลีกเลี่ยงไม่เรียกเราด้วยคำอะไรในเชิงนับญาติ  แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การตกตะกอนในการใช้คำสรรพนามกับผู้ซื้อเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ดังจะพบคำว่า “ลูกค้า/คุณลูกค้า” จะถูกใช้เป็นคำสรรพนามของผู้ซื้ออย่างกว้างขวาง

พนักงานขายทุกระดับจะใช้คำว่า ”ลูกค้า/คุณลูกค้า” อย่างสบายใจ เพราะไม่ต้องแสดงความใกล้ชิดเป็นเครือญาติเสมือนแบบเดิม ขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องกระอักกะอ่วนใจเวลาต้องประเมินผู้ซื้อว่า เป็นคนระดับใด จะใช้คำว่า “ท่าน” ดีหรือไม่ หรือหากจะใช้คำว่า “คุณ/ผม” ก็ดูจะเป็นความเท่าเทียมกันเกินไป ซึ่งจะก่อความอึดอัดด้วยกันทั้งสองฝ่าย

เดิมการใช้คำว่า “ลูกค้า” จะอยู่ในวงที่จำกัด ที่เป็นการสื่อสารภายในองค์กร เช่น อาเฮียเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว สั่งเด็กเสิร์ฟให้ไปถามว่า “ลูกค้าโต๊ะโน้นจะสั่งอะไร” เด็กเสิร์ฟก็จะเดินไปถามว่า “ลุง (หรือ พี่) ครับ  รับอะไรดีครับ“ แต่ปัจจุบันการใช้สรรพนาม “ลูกค้า/คุณลูกค้า” กระจายไปทั่วไม่จำกัดอยู่ในองค์กรอีกแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของคำ/ความหมาย/การใช้คำเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลอยๆ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในคนส่วนใหญ่ของสังคมไทย ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นความรู้สึกถึง “ความเสมอภาค” กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ครู/นักเรียน/นักศึกษา” “ชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่” และ “ผู้ซื้อ/ผู้ขาย”

ความเปลี่ยนแปลงของ “ภาษา” ที่ใช้ในการสื่อสารกันเช่นนี้ เป็นส่วนของความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของความรู้สึก ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สำนึกของความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของการยอมรับความเหลื่อมล้ำแบบเดิมอีกต่อไป

เราอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจริงๆ นะครับ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความตึงเครียดและความขัดแย้งจะไม่มีวันจบลงด้วยดีอย่างแน่นอน