วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สุขใดเล่า จะเท่าบริหาร...แบบไทยๆ

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะมีทฤษฎีมีตำราบริหารจัดการแบบใหม่แบบไหนก็ตาม ยังไม่สามารถมีอะไรมาคุกคาม “การบริหารแบบไทยๆ” ได้

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทยแท้ หรือ หรือบริษัทที่ร่วมทุนกับตะวันตก มีผู้บริหารชาวตะวันตกมาร่วมบริหาร ก็ยังต้องพบพานกับการบริหารแบบไทยๆ ที่ทำให้อึ้งแอนด์เงิบได้!

อันที่จริงการบริหารแบบไทยๆ ก็มีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อเสียที่เป็นอุปสรรคในการก้าวไปข้างหน้าอยู่หลายเรื่อง เริ่มที่....

1.“ความสัมพันธ์ / ความถูกใจ สำคัญกว่าความสามารถ!”

ลองสังเกตดูสิครับ พนักงานทุกระดับตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ไปจนถึงระดับหัวหน้างานและผู้จัดการ ต่อให้เก่งขนาดไหน แต่ถ้าไม่ถูกใจและปราศจากความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหาร..ก็อย่าหวังว่าจะมีอนาคต เผลอๆ อาจหมดอนาคตอีกต่างหากถ้าหาญกล้าไปต่อกร กับผู้บริหารระดับสูง!

ในขณะที่ บางคน ความสามารถก็ไม่มี ความดีก็คลุมเครือ แต่เชี่ยวชาญล้นเหลือในการเชลียร์ เอาใจ จับจริตผู้จัดการหรือผู้บริหารระดับสูงได้ คุยถูกใจทำอะไรก็ถูกจริต จะใช้เวลาเพียงน้อยนิดก็เติบโตทั้งตำแหน่งและรายได้!

2.“ปล่อยตัวร้าย..ให้ขยายสายพันธ์!”

จุดอ่อนของผู้นำองค์กร / ผู้บริหารทุกระดับแบบไทยๆ ที่เป็นจุดตายขององค์กรและหน่วยงานคือ..

“ไม่กล้า” หรือไม่ก็ “ลังเล” ที่จะจัดการ กับคนที่เป็นตัวปัญหา คนที่สร้างปัญหาให้กับหน่วยงานและองค์กร แล้วยังปล่อยให้ ตัวปัญหาคนนั้น...ค่อยๆ บ่อนทำลายหน่วยงาน ทำลายลูกค้า และองค์กร!

ตัวร้ายที่เป็นพนักงานใหม่ ไม่ค่อยเป็นปัญหาในการกำจัด เพราะมาอยู่ได้ไม่นาน “ความสัมพันธ์และความผูกพัน” ยังไม่ปึ้ก (ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับ ข้อ 1. คือ ความสัมพันธ์ที่ยาวนาน ส่งผลทั้งดีและผลเสีย) แต่ตัวร้าย(ทุกระดับ) ที่อยู่มานาน จะมีทั้งความผูกพัน ความสัมพันธ์ ผสมพันธุ์จนกลายเป็นความเห็นอกเห็นใจ! (อันที่จริง ไม่ใช่เห็นอกเห็นใจหรอกครับ แต่ใจไม่ถึง ไม่เด็ดขาดมากกว่า!)

3.“อยากได้คนเก่ง แต่ต้องถูกหรือฟรี!”

ในโลกนี้มีหรือครับ คนเก่งที่ถูกหรือฟรี? “อยากได้” ลูกน้องเก่งๆ แต่..ไม่กล้าสู้ค่าตัว แล้วใครจะมาอยู่ด้วย (นอกจากมีบุญสัมพันธ์กันมาหลายภพชาติจริง!)

“อยากให้” ลูกน้องเป็นคนเก่ง แต่ไม่เคยคิด หรือคิดแต่ก็ไม่เคยลงมือที่จะบ่มเพาะ หล่อหลอม และ Coaching แล้วลูกน้องที่มีจะเก่งได้ดังใจได้ยังไงล่ะครับ?

เพราะฉะนั้น ความ “อยากได้” คนเก่งจากที่อื่นมาเป็นลูกน้อง กับความ “อยากให้” ลูกน้องที่มี เก่งขึ้น แต่ไม่คิดจะลงทุนอะไรเลย..ไม่โลภไปหน่อยหรือครับ?

4.“อยากได้พนักงานดีซื่อสัตย์ แต่ไม่เคยหรือไม่ค่อยดูแลใส่ใจ!”

เป็นความอยากที่ “ปราศจากตรรกะรองรับ” จริงๆ นะครับ! กับการที่บรรดา เถ้าแก่ / ผู้บริหารระดับสูงและผู้จัดการ ต่างก็อยากให้ ลูกน้องทุกๆ คน ซื้อสัตย์ ทุ่มเท ทำงานถวายชีวิตแบบ...ห้ามป่วย ห้ามมาสาย ห้ามตาย และห้ามรักตัวเอง ให้รักองค์กรเยี่ยงชีวิต! แต่เคยมีสักนิดมั้ย ที่จะใส่ใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้องในที่ทำงาน? อุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเพียงพอหรือไม่? รายได้และชีวิตความเป็นอยู่เป็นยังไง อยู่ที่ทำงานแล้วทุกข์มากกว่าสุขหรือไม่ เพราะอะไร? ฯลฯ

ไม่เคยคิด ไม่เคยสน ไม่เคยถาม ไม่เคยตาม ยกเว้น ตามงานอย่างเดียว!

5.“บริหาร...ตามอารมณ์”

ถ้าอารมณ์ดี..ก็ดีใจหาย แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ร้ายได้โล่ห์! เป็นเรื่องปกติของคนที่เป็นลูกน้อง ที่มีหน้าที่หลักดังนี้...

หน้าที่แรก หมั่นสังเกตเจ้านายว่าวันนี้ อารมณ์เป็นยังไง! ถ้าเห็นเจ้านายหรือหัวหน้าเดินมา ด้วยสีหน้าหงุดหงิด แฝงรังสีอำมหิตแต่เช้า..ประสบการณ์สอนว่า หลบได้ให้รีบหลบ ชิ่งได้ให้รีบชิ่ง มิเช่นนั้นจะเป็นลูกน้องผู้เคราะห์ร้ายรายแรก ที่โดนตวาด โดนด่า โดนหาเรื่องแต่เช้าแบบไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับ!

หน้าที่ที่สอง ต้องอดทน อดกลั้น อดออม..แรงอาฆาต ในกรณีที่โดนเจ้านาย หรือหัวหน้าใส่อารมณ์ในทุกสถานการณ์ ถึงแม้ว่าเรื่องที่โดนนั้น จะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลยก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเราโดยตรง ทำผิดเล็กๆ น้อยๆ แบบไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เกิดผลเสียอะไรมากมาย ก็ไม่วายถูกเจ้านาย “จัดหนัก” ด่าเป็นชุด บ่นซ้ำซากเรื่องเดิมๆ ได้ทั้งวัน ก็ต้องทน!

นั่นคือสองหน้าที่หลักของลูกน้อง ที่ต้องรองรับอารมณ์ การบริหารแบบไทยๆ ส่วนหน้าที่เสริมในแต่ละวัน ก็แค่ทำงานตามหน้าที่ให้หมดไปวันๆ...ก็แค่นั้น!

ในเมื่อผู้บริหาร และ ผู้จัดการแต่ละท่านยังคง มีความสุขกับการบริหารแบบไทยๆ...(ทำตามใจคือไทยแท้) ก็ไม่ต้องแปลกใจ ที่ลูกน้องและผลงานโดยรวมของหน่วยงาน ขององค์กร...ก็จะออกมาแบบไทยๆ คือเอาแน่ เอานอนอะไรไม่ได้เลย!