นับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 เป็นต้นมา การค้าโลกเติบโตลงได้ช้ากว่าอดีต และต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ยังคงเปราะบาง อย่างไรก็ตาม การค้าโลกในระยะต่อไปมีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงในเชิงพลวัตทางการค้า 3 ประการ ได้แก่ 1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของการค้าโลก 2) สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าเพิ่ม และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นประเภทสินค้าที่เติบโตได้ดีในอนาคต 3) การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ
1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของการค้าโลก ข้อมูลจาก IMF ระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2016-2020 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 6.1% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและค่าเฉลี่ยโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก จีน อินเดีย กลุ่มประเทศอาเซียน รวมไปถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) จากกำลังซื้อของประชากรในประเทศเหล่านี้ที่เพิ่มสูงขึ้น และการก้าวเข้าสู่สังคมเมือง
ตัวอย่างเช่น จีน ที่คาดว่าในปี 2015-2020 รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้นราว 7.6% ต่อปี อีกทั้งสัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 61% ในปี 2020 จาก 49% ในปี 2010 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย “Go West Policy” ของรัฐบาลจีน ที่เน้นพัฒนาเมืองรองระดับ 2 และ 3 (second and third tier cities) โดยทั้ง 2 ปัจจัยดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง ในประเทศกำลังพัฒนา และทำให้รูปแบบความต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพสูง และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ นอกจากบทบาทในฐานะผู้บริโภคที่โดดเด่นขึ้นแล้ว การย้ายฐานการผลิตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่ออาศัยประโยชน์จากค่าแรงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ยังส่งผลให้การค้าภายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง (south-south trade) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งด้วยบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่อการค้าโลก ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมองหาโอกาสในการทำการค้า หรือขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้
2) สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าเพิ่ม และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นประเภทสินค้าที่เติบโตได้ดีในอนาคต โดยสินค้าที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น ประกอบไปด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยพบว่าในช่วงปี 2010-2014 จีนมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมเพิ่มขึ้น 35% ต่อปี และมีการนำเข้าเนื้อสัตว์และอาหารทะเลแปรรูปเพิ่มขึ้น 21% ต่อปี
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังมีความต้องการใช้สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เพิ่มขึ้นตามรายได้ของประชากรที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ (bio-plastic) ซึ่งพบว่าความต้องการในตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา โดยพบว่าระหว่างปี 2010-2014 สหรัฐฯ และเกาหลีใต้มีการนำเข้า bio-plastic เพิ่มขึ้น 13% และ 14% ต่อปี
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจะมองหาช่องทางและโอกาส ในการพัฒนารูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเน้นไปที่การแปรรูป ด้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้น ผู้ประกอบการไทยควรจะมองหาช่องทาง และโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน การผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง รวมไปถึงการอาศัยประโยชน์จากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค เพื่อขยายโอกาสการค้าสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีมูลค่าเพิ่มไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา พร้อมๆ ไปกับการให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
3) การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของลักษณะสินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันดิจิทัลเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกภูมิภาคของโลก ไม่เพียงเฉพาะแต่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แต่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเอง ต่างก็มีสัดส่วนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้กระบวนการค้าระหว่างประเทศในยุคดิจิทัล มีความสะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีระบุตำแหน่งสินค้า หรือการสร้างออนไลน์แพลทฟอร์มในการซื้อขายสินค้า ซึ่งภาคธุรกิจควรจะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในเชิงพลวัตทางการค้าดังกล่าว อีไอซีมองว่า จุดเปลี่ยนเกมการค้าสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ของส่งออกไทยสามารถทำได้ผ่าน 1) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปของโลก 2) การพัฒนาปัจจัยแวดล้อม และปรับตัวเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค และ 3) การปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อคว้าโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์เชิงลึก EIC Insight หัวข้อ “เดินเกมการค้าอย่างไร…เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน?” สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่ www.scbeic.com
------------------
SCB Economic Intelligence Center (EIC)









