กระแสต้านนโยบายซิงเกิล เกตเวย์ ดังอย่างต่อเนื่อง และการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ Change.org
ที่มีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลก 119,021,394 ราย ซึ่งจัดทำแคมเปญรณรงค์หยุดเดินหน้านโยบาย ‘ซิงเกิล เกตเวย์’ ตรวจสอบทุกการใช้งานเน็ต จนถึงวานนี้ (30 ก.ย.) เวลา 14.52 น. มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญแล้ว 83,751 คนและปริมาณยังเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงเรียกร้องความชัดเจนของนโยบายดังกล่าวผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งบนโลกออนไลน์ และออฟไลน์
ส่วนนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แถลงชี้แจงการจัดตั้งซิงเกิล เกตเวย์ โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าว ยังไม่ดำเนินการอะไร เป็นเพียงการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงแนวทางการใช้ทรัพยากร ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมร่วมกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เป็นเพียงการศึกษาเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจในการใช้วงจรสื่อสารเชื่อมต่อต่างประเทศ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเข้าใจถึงผลกระทบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยรัฐต้องดูแลประชาชนโดยจะไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน การศึกษาเรื่องนี้ยังไม่มีกำหนดเวลาที่จะได้ข้อสรุป ทั้งนี้โซเชียล มีเดีย เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ขณะเดียวกันก็อาจกระทบต่อความมั่นคง และสังคมได้การศึกษาทำอย่างรอบคอบรวมถึงการศึกษาถึงกฎหมายที่จะต้องมีเกี่ยวข้องด้วย
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ที่ออกมาคัดค้านอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ซิงเกิล เกตเวย์ เปรียบเหมือนการทำถนนเล็กให้เป็นถนนใหญ่ และรัฐไม่ได้เข้าไปควบคุมข้อมูล
ขณะที่รายงานข่าว ระบุว่านโยบายซิงเกิล เกตเวย์นี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รับไปดูแลเพื่อยกระดับแผนงานด้านความมั่นคง โดยจะบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงควบคู่กันไป เพียงแต่รูปแบบซิงเกิล เกตเวย์ ที่คณะของพล.อ.ประวิตร ร่างขึ้น จะเป็นการประยุกต์รูปแบบ โดยจะไม่คุมเข้มเว็บไซต์ด้านความมั่นคงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่จะดึงภาคเอกชน เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย ซึ่งแหล่งข่าวจากคณะทำงานชุดของ พล.อ.ประวิตร เผยว่า มาตรการซิงเกิล เกตเวย์ เป็นหนึ่งในแผนงานด้านความมั่นคง เพื่อยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคง โดยที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ การบูรณาการข้อมูล โดยรวมฐานระบบที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานมารวมกัน
ข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ฐานข้อมูลทั่วไป เช่น รายได้ประชาชาติ พื้นที่การเกษตร การลงทุน และอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องนำมาใช้กำหนดนโยบายในการบริหาร กับ 2.ฐานข้อมูลด้านความมั่นคง เช่น ข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ข้อมูลของมหาดไทย และหน่วยความมั่นคงอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การป้องกันการก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ
หนึ่งในคณะทำงานของพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระดมความคิดเพื่อศึกษารูปแบบ เพราะปัจจุบันไทยมีเกตเวย์ อยู่ 10 กว่าช่อง และอยู่ในความดูแลของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายราย การควบคุมการไหลเข้า-ออกของข้อมูลระหว่างภายในประเทศกับต่างประเทศจึงควบคุมยาก แนวคิดใช้ซิงเกิล เกตเวย์ มีขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์จากภายนอก (cyber attack) เพราะการกำหนดให้มีช่องทางเข้า-ออกเพียงช่องทางเดียว จะทำให้การควบคุมหรือป้องกันทำได้ง่ายขึ้น แต่ปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของไทยเป็นแบบ Multipoint คือหลายไอเอสพีที่เชื่อมต่อต่างประเทศผ่านระบบ IIG (International Internet Gateway)
คณะทำงานของพล.อ.ประวิตร ยืนยันด้วยว่า หากรัฐบาล คสช.จะเดินหน้าซิงเกิล เกตเวย์ ก็จะเข้ามากำกับดูแลเฉพาะที่เป็นภัยคุกคามเท่านั้น เช่น การเผยแพร่แนวคิดของกลุ่มสุดโต่ง หรือกลุ่มก่อการร้าย การติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แต่จะ ไม่มีการสอดส่องหรือล้วงของมูลการใช้งานของประชาชน
แม้ซิงเกิล เกตเวย์ จะมีหลายประเทศที่จัดตั้งขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ทั้ง จีน เกาหลีเหนือ และประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งคณะทำงานของพล.อ.ประวิตร ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติอาจจะทำในประเทศไทยได้ยากและใช้งบประมาณจำนวนมาก แถมยังจะถูกต่อต้านจากประชาชน
แต่ในอีกมุมหนึ่งประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสหรัฐ รัฐบาลก็มีวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของพลเมืองได้เช่นกัน โดยใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคง ในมาตรการการก่อการร้ายเข้ามาตรวจสอบ เช่นการเช็คอีเมล หรือข้อความทางมือถือ
ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ให้ความเห็นว่า นโยบายนี้เปรียบเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คืออาจจะคุมงานด้านความมั่นคงได้เบ็ดเสร็จ แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ แต่ยอมรับว่า ภัยคุกคามด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศไทยในปัจจุบันมีเพียง .001% ของผู้ใช้งานในโลกโชเชียล โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค ที่มียอดผู้ใช้งานประมาณ 30 ล้านแอคเคาท์ แต่ที่เป็นภัยจริงๆ อยู่ประมาณ 100 กว่ายูอาร์แอล ที่จะไปแพร่ในกลุ่มแฟนเพจของแต่ละกลุ่มที่อยู่หลักหมื่นเท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณ 30 ล้านดังกล่าว ถือว่าน้อยมาก ดังนั้นหากรัฐบาลจะเดินหน้ากับโครงการนี้ ต้องลงทุนท่ออินเทอร์เน็ต ใช้เงินจำนวนมหาศาล ต้องสร้างจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการยอมรับว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าตรวจสอบข้อมูลลับทั้งในส่วนของประชาชนและธุรกิจ
เราเห็นว่า นโยบายนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต้องรอบคอบ ที่สำคัญต้องชี้แจงข้อสงสัยแก่ประชาชน ตลอดจนนักลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศได้ชัดเจน อย่าลงทุนขี่ช้างจับตั๊กแตน ผลได้ไม่คุ้มกับผลเสีย เพราะโลกออนไลน์นั้นปิดกั้นยาก และถ้าปิดหมดก็เท่ากับปิดกั้นการลงทุนจากภายนอก เราพร้อมจะให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือ ที่สำคัญนโยบายนี้ยังไม่สอดคล้องกับนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีที่พยายามพูดถึงอย่างต่อเนื่อง เสียงท้วงติงทั้งหลายหยุดฟังบ้างน่าจะมีประโยชน์กว่าดึงดันไปสู่ทางตัน









