กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งถือว่าเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก ว่ามาตรการดังกล่าวมีหลักเกณฑ์อย่างไร แต่ตามข้อเสนอของภาคเอกชนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ยาแรงในการกระตุ้น เนื่องจากธุรกิจอยู่ในภาวะซบเซา โดยเสนอมาตรการที่เคยทำมาแล้วในอดีตด้วยมาตรการลดภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการโอนหลักทรัพย์เสียน้อยที่สุด ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้
ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าจะไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นด้วยการลดภาษีและค่าธรรมเนียม โดยระบุจากการพูดคุยจากคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์แล้วพบว่ายังสามารถจำหน่ายได้และมีกำไรพอสมควร ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถอยู่ได้ ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่นยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมานาน ดังนั้นจึงยังไม่มีความจำเป็นใดๆในการออกมาตรการกระตุ้นด้วยยาแรงดังข้อเสนอของภาคเอกชน
แน่นอนว่าขณะนี้คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ และในตลาดทุนต่างรอมาตรการของรัฐบาล โดยหวังว่าจะใช้ยาแรงออกมากระตุ้นอสังหาฯ อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามว่าปัญหารุนแรงจริงหรือไม่ เพราะจากรายงานนโยบายการเงินเดือนกันยายน ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เห็นว่าอสังหาฯยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ โดยออกบทวิเคราะห์ในรายงานนโยบายการเงินชื่อว่า" การประเมินความเสี่ยงของอุปทานคงค้างและการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์" ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการมองธุรกิจอสังหาฯในขณะนี้
ในรายงานดังกล่าว ระบุว่า “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา จำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างสะสม โดยเฉพาะอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (มีจำนวนหน่วยคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของตลาดอาคารชุดทั้งประเทศ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างช้าๆ ขณะที่ผู้ประกอบการ ยังมีการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อมองไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 อุปทานคงค้างของอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก”
รายงานระบุว่า“ เนื่องจาก 1. จะมีอาคารชุดที่ทยอยสร้างเสร็จในปีนี้ค่อนข้างมาก หลังจากการเปิดขายในระดับสูงมากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า 2. ผู้ประกอบการมีแผนเปิดขายโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นพอสมควรในปีนี้ และ 3. เริ่มเห็นสัญญาณสัดส่วนการรับโอนกรรมสิทธิ์เทียบกับจำนวนหน่วยจองอาคารชุดช่วง 2 ปีก่อนหน้าที่ชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2557 ซึ่งบางส่วนอาจเกิดจากการก่อสร้างที่ล่าช้า แต่ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากผู้จองบางส่วนเปลี่ยนใจหรือไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้ ทาให้มีโอกาสสูงที่จะมีอาคารชุดเหลือขายเพิ่มขึ้นอีกในช่วงต่อไป”
นอกจากนั้น กนง.ยังระบุว่า “ยังพบสัญญาณของการเก็งกำไรระยะสั้นผ่านการซื้อขายใบจองที่เร่งตัวขึ้นบ้าง สะท้อนจากดัชนีการเก็งกำไรใบจอง ที่กลับมาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ สอดคล้องกับการสอบถามผู้ประกอบการที่ระบุว่ามีการเก็งกำไรใบจองเพิ่มขึ้น ซึ่งหากสัดส่วนของการเก็งกำไรระยะสั้นสูงขึ้นมากโดยที่ผู้ประกอบการไม่สามารถประเมินได้อย่างครบถ้วน ก็อาจ ทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจที่จะดำเนินการสร้างอาคารชุดบนพื้นฐานข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และหากผู้เก็งกำไรเหล่านั้นไม่สามารถหาผู้ซื้อจริงมารับโอนกรรมสิทธิ์ได้เมื่อโครงการสร้างเสร็จ ก็จะเป็นภาระทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการและเพิ่มอุปทานคงค้างในตลาดอีกด้วย”
จากมุมมองว่าของกนง. ชี้ให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นที่รัฐบาลจะออกมาต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะอาจเหมือนหลายนโยบายในรัฐบาลก่อนหน้านั้นที่ถูกวิจารณ์ กล่าวคือไม่ได้มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่มาจากความรู้สึก เราต้องไม่ลืมว่าทุกมาตรการที่รัฐช่วยเหลือ ล้วนแต่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและเป็นภาษีของทุกคน ดังนั้นหากจะออกมาตรการต้องหาคำตอบให้ชัดว่าอสังหาริมทรัพย์มีปัญหาจริงหรือไม่









