ก่อนหน้านี้เราเคยได้รับข้อความส่งต่อ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กหลาย ๆ ช่องทาง
เกี่ยวกับแก๊งมิจฉาชีพจากยูเครน เข้ามาทำการลักลอบคัดลอกข้อมูลบัตร และขโมยรหัสเอทีเอ็มเพื่อไปกดเงินออกจากเครื่องเอทีเอ็ม (ATM Skimming) ข้อความเหล่านั้นถูกส่งต่อมาหลายปี บางครั้งก็กลายเป็นกระแสขึ้นมาจนสร้างความตกใจเกินจริง บ่อยครั้งเข้าก็เกิดความเคยชินจนลืมระวังกันไปบ้าง
และแล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นอีก ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง มีข่าวว่าตำรวจสามารถจับกุมแก๊งสกิมมิ่งจากยูเครน ที่กลับมาอาละวาดอีกครั้งกับเครื่องเอทีเอ็มธนาคารใหญ่ ๆ หลายแห่ง ทำให้ลู
ในฐานะผู้บริโภค ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราตรวจสอบเงินในบัญชีเราบ่อยแค่ไหน หากไม่ได้เปิดบริการ SMS Banking แล้วเราจะรู้ความเคลื่อนไหวของบัญชีแบบเรียลไทม์หรือไม่ ตอบตัวเองเลยว่ายาก เพราะการจะเดินเข้าสาขานำสมุดเงินฝากไปปรับรายการเดินบัญชีคงไม่สะดวกนัก หากไม่อยู่ใกล้สาขา ครั้นจะเปิดอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือโมบายแบงก์กิ้งเช็คยอดตลอดเวลาก็ใช่ที่ แล้วเงินหายไปเมื่อไรจะรู้หรือ ใครจะมาปกป้องบัญชีเราได้ คำตอบคือไม่มีค่ะ!!!
บัญชีใครก็รักษากันเอาเองสิคะ
ทำอย่างไรน่ะหรือ สมาคมธนาคารไทยมีข้อแนะนำดังนี้ ใช้มือบังในขณะกดรหัส หมั่นเปลี่ยนรหัสเอทีเอ็มอยู่เสมอ อย่าบอกรหัส หรือให้
บุคคลอื่นไปทำรายการแทน แม้จะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม อย่าหลงเชื่อบุคคลอื่น ให้ไปทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม
เพิ่มความสงสัยก่อนใช้เครื่องสักนิด สังเกตุความผิดปกติทุกครั้งก่อนที่จะใช้เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่องสอดบัตร แป้นกดตัวเลข และตัวเครื่อง หากพบสิ่งผิดปกติหรือมีข้อสงสัยในการทำรายการ สามารถติดต่อแจ้ง Call Center ตามหมายเลขที่ติดอยู่บนหน้าเครื่องเอทีเอ็มของแต่ละธนาคาร
เมื่อไม่นานมานี้สมาคมธนาคารไทยได้ลงนามข้อตกลงใบอนุญาตมาตรฐานชิปการ์ด (Chip Card Standard License Agreement)กับยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International: UPI) ซึ่งธนาคารพาณิชย์ของไทยจะนำมาตรฐานชิปการ์ดดังกล่าวมาใช้เป็นแบบฉบับเดียวกันในประเทศและถือเป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรฐานยูเนี่ยนเพย์
แม้ความร่วมมือนี้จะเพิ่งเกิดขึ้น แต่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งก็ได้นำเทคโนโลยีระบบการอ่านไมโครชิพอัจฉริยะ EMVมาให้บริการแล้วหลายปี ดังนั้นหากธนาคารใดมีบัตรชิพการ์ดให้เลือกก็เลือกซะเถิดค่ะ อาจจะไม่สะดวกใช้ แค่ช่วงแรกสิ้นปีหน้าเราก็จะได้ใช้เป็นการทั่วไปแล้ว เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตให้เป็นระบบChip Cardและจะมีการแก้ไขเครื่องเอทีเอ็มให้รองรับระบบChip Cardให้ผลครอบคลุมประมาณกลางปี2559และจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี2559ซึ่งคาดว่าจะป้องกันปัญหาการโจรกรรมข้อมูลบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเทคโนโลยีดังกล่าว ยากต่อการปลอมแปลงข้อมูล
ตราบใดที่เรายังใช้เทคโนโลยีแถบแม่เหล็กอยู่ เราต้องไหวตัวให้ทัน หาไม่แล้ว โอกาสที่จะถูกคัดลอกข้อมูลก็จะเกิดขึ้นได้กับตัวเองและครอบครัวอย่างง่ายดาย
แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะยืนยันเพื่อสร้างความสบายใจให้ลูกค้า ว่าสุดท้ายแล้วหากเกิดเหตุการณ์ skimming ขึ้นที่ตู้ ATM ไม่ว่าของธนาคารใด ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครอง จากธนาคารผู้ออกบัตรเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เชื่อเถอะว่ากว่าขั้นตอนต่าง ๆ จะดำเนินไปถึงจุดนั้น ไหนจะตรวจสอบและปรับปรุงคืนเงินเจ้าของบัญชี กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาและ เจ้าของบัญชีต้องเกิดความกังวลไม่มากก็น้อย และความกังวลนี่ประเมินค่าความเสียหายยากน่าดู









