ไทยได้เป็นประธาน Group of 77 หรือ G-77 ที่สหประชาชาติสำหรับปี 2016-17
ต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี สะท้อนว่าไม่ว่าในบ้านเราจะมีปัญหายุ่งยากอย่างไร เราต้องเดินหน้าผลักดันบทบาทระหว่างประเทศของไทยอย่างต่อเนื่อง
หาไม่แล้วเราจะถูกโลกลืม และสถานภาพในเวทีสากลของไทยก็จะอ่อนด้อย ซึ่งจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวง
ความพยายามของไทยที่จะสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงที่เรียกว่า non-permanent member ของ UN Security Council ที่เริ่มรณรงค์กันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 ก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะนั่นคือการยกระดับของบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ
ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าเราจะถดถอยทางการเมืองในประเทศอย่างไร สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการดำรงไว้ซึ่งความสามารถ ในดำเนินบทบาทคึกคักในองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีความสำคัญต่อการสร้างอำนาจต่อรองของไทยเราเอง
ความจริง ไทยยังมีบทบาทระหว่างประเทศที่สำคัญอีกสถานะหนึ่ง นั่นคือการเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีน แต่ดูเหมือนระยะหลัง เราจะไม่ได้แสดงบทบาทนี้ให้เข้มแข็งเท่าที่ควร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างจีน กับบางสมาชิกอาเซียนในทะเลจีนใต้ อันเป็นโอกาสดีที่ไทยจะประสานให้เกิดการเจรจา ให้เกิดกฎกติกามารยาทที่เรียกว่า Code of Conduct เพื่อป้องกันความตึงเครียดอันจะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารในภูมิภาคนี้
G-77 เป็นการรวมตัวหลวม ๆ ของสมาชิกองค์กรสหประชาชาติที่เรียกตัวเองว่าเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจากับประเทศร่ำรวยและมีอิทธิพลในยูเอ็น
Group of 77 ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1964 ในรูปของแถลงการณ์ร่วมของ 77 ประเทศผู้ก่อตั้งในระหว่างการประชุมของ UN Conference on Trade and Development (UNCTAD) โดยมีการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 1967 ที่แอลเจียร์ส
มาถึงปี 2013 จำนวนสมาชิกของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 134 ประเทศ ปีนี้ประเทศอัฟริกาใต้เป็นประธาน และปีหน้าไทยจะขึ้นนั่งเก้าอี้นี้แทน
เบื้องหลังการหาเสียงสนับสนุนให้ไทยเป็นประธานกลุ่ม G-77 จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่าเรากำลังจะเสนอตัวเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศโลกที่ 1 ซึ่งนับวันจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
เพราะช่องว่างระหว่างประเทศ “เหนือ” และ “ใต้” นั้นไม่ได้หดตัวลงอย่างที่มีเสียงเรียกร้องมาตลอด จึงเป็นหน้าที่ของกลุ่ม G-77 ที่จะต้องสร้างอำนาจต่อรองและเสนอทางออกร่วมกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่มีปัญหากับประเทศที่มีพลังอำนาจล้นเหลือทั้งหลาย
บทบาทของไทยในฐานะเป็น “โซ่ข้อกลาง” ในเวทีสากลนั้นความจริงได้ทำมาอย่างดีช้านาน แต่ช่วงหลัง เพราะปัญหาความขัดแย้งกันภายในประเทศจนกลายเป็นวิกฤต บทบาทด้านนี้ของไทยจึงเสื่อมถอยจนกลายเป็น “ตัวปัญหา” มากกว่าจะเป็น “ผู้ประสานเสียง” ให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมในประชาคมโลก
วันนี้เมื่อโลกให้โอกาสไทยในการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมโลกเหนือกับใต้” ในสหประชาชาติ จึงควรจะต้องเร่งสร้างภูมิต้านทานภายในประเทศ และเสริมอัตลักษณ์ของความเป็นชาติที่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในวิถีทางการทูต การเจรจาและการรับฟังกันและกันเพื่อสร้างสันติภาพในโลกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
บทบาทเป็น “สะพานเชื่อม” ของไทยควรจะต้องกลับมาคึกคักในเวทีอาเซียน จีนกับอาเซียน และแม้ในความสัมพันธ์ของมหาอำนาจในภูมิภาคนี้เราก็ควรจะวางยุทธศาสตร์ด้านบทบาทระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากนี้ไป
ไม่ว่าในบ้านเราจะมีปัญหาคาราคาซังที่จะต้องแก้ไขอย่างขะมักเขม้นกันอีกมากมายเพียงใดก็ตาม
แน่นอนว่าหากเราจะให้เป็นที่ยอมรับในบทบาท “ไทยเชื่อมโลก” อย่างยั่งยืนได้ เราต้องแก้ปัญหาการเมืองในบ้านให้สามารถก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เคารพในค่านิยมสากล และยกระดับความเข้าใจและพฤติกรรมของคนไทยทุกกลุ่ม ให้เป็นที่ยอมรับและศรัทธาของประชาคมโลก
ใครคิดจะใช้วิธีการ “โลกล้อมไทย” เพื่อทำลายศักยภาพของเรา ไทยต้องโต้ด้วยยุทธศาสตร์ “ไทยเชื่อมโลก”
เพราะโลกเคลื่อนตัวและเปลี่ยนผ่านไปตลอดเวลา เขาไม่รอให้ไทยพร้อมก่อนแล้วจึงจะขยับต่อไป!






