ในระหว่างวันที่ 25-27 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่นที่นิวยอร์ก ถือว่าปีนี้เป็นปีพิเศษ
ที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีอายุครบรอบ 70 ปี ซึ่งจะมีการประชุมในหัวข้อใหญ่คือ การเปลี่ยนผ่านโลกสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2030 ถือว่าเป็นพิมพ์เขียวของยูเอ็น ที่ต้องการให้ประเทศสมาชิกทั้งหมด มุ่งหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนภายในระยะเวลา 15 ปีข้างหน้า และจะเป็นบริบทใหม่ของโลก โดยที่พิมพ์เขียวนี้เป็นแผนต่อเนื่องจากช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งยูเอ็นพยายามผลักดันให้มีความเท่าเทียมกันในโลกระหว่างคนรวยกับคนจน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเพื่อให้คนจนเข้าถึงการศึกษาและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่สิ่งที่เห็นได้กลับพบว่า ยิ่งโลกพัฒนามากเท่าไรตามแนวทางของยูเอ็น ก็ยิ่งเกิดความแตกต่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน ระหว่างคนมั่งมีและคนยากจน จนเกิดวิกฤติทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับถูกมองข้าม และเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้บานปลาย เมื่อมีประชากรโลกเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นคนร่ำรวย ในขณะที่อีก 2,000 ล้านคนในเวลานี้มีรายได้เพียง 1.50-2 ดอลลาร์ต่อวันเท่านั้น
ตลอด 70 ปี วาระในการประชุมของยูเอ็น มีแต่เรื่องราวของสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังคงเกิดสงครามในยูเครน สงครามในแอฟริกา สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งนับวันจะยืดเยื้อและเลวร้ายลง ล่าสุดที่เกิดวิกฤติผู้อพยพลี้ภัยชาวซีเรีย 4.6 ล้านคนที่หลั่งไหลออกจากแผ่นดินแม่เพราะไม่อาจทนอยู่กับสงครามที่ไม่จบสิ้นแม้ได้ผ่านมาแล้วเกือบ 5 ปี โดยคลื่นมนุษย์เหล่านี้กำลังทะลักเข้าสู่ยุโรปในปีนี้อีก 850,000 คน เพราะประเทศมหาอำนาจใช้ขีปนาวุธเข้าไปโจมตีทางอากาศ จนทำให้บ้านเมืองและทรัพย์สินเสียหาย ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายจนขาดแคลนไม่สามารถนำมาดำเนินชีวิตตามปกติสุข และเกิดความอดอยากทางด้านอาหารอีก 11 ล้านคนในซีเรีย ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนที่ซ้ำรอยมาตั้งแต่ยุคสงครามในอัฟกานิสถานที่เกิดวิกฤติผู้อพยพลี้ภัยมากกว่า 4.6 ล้านคนเช่นกัน แต่โลกก็ยังเฝ้ามองการประชุมของยูเอ็น โดยเฉพาะในช่วงที่พระสันตะปาปาฟรานซิส จะกล่าวสุนทรพจน์ในช่วงการประชุมว่าด้วยวาระ “Transforming Our World: The 2030 Agenda for Sustainable Development” โดยที่ผู้นำโลกทั้งจากสหรัฐ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น และผู้นำอีกกว่า 100 ประเทศจะเข้าร่วมประชุมในวาระนี้ด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าบทบาทของยูเอ็นจะถูกยกระดับให้สูงขึ้นได้หรือไม่
สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะเดินทางถึงที่พักโรงแรม One UN New York เริ่มประชุมทีมไทยแลนด์ในสหรัฐทันที ก่อนที่การประชุมยูเอ็นว่าด้วยวาระสำคัญจะเริ่มถกกันเรื่องขจัดความยากจนทั่วโลก โดยผ่านการพัฒนาที่ยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคมและความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งการระดมเงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติร่างเอกสารท่าทีไทย สำหรับการประชุมที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ และเป็นการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นบทบาทของไทย ในฐานะสมาชิกที่ดี โดยครอบคลุมประเด็นต่างๆ ตามวาระการประชุมใน 9 ประเด็นคือ 1.การส่งเสริมพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 2.การรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ 3.การพัฒนาแอฟริกา 4.การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน 5.การประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม 6.การส่งเสริมความยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ 7.การลดอาวุธ 8.การควบคุมยาเสพติด ป้องกันอาชญากรรม และต่อต้านก่อการร้ายระหว่างประเทศ และ 9.การบริหารจัดการองค์การให้เกิดประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้เวลากล่าวในที่ประชุมยูเอ็นราว 3 นาที ที่จะพูดถึงบทบาทความร่วมมือไทยกับยูเอ็น และสิ่งที่ไทยเรียนรู้รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่เท่าเทียม ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง การบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มที่เน้นเพิ่มบทบาทสตรี โดยหวังนำเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่เป็นกลไกหลักระดับประเทศในการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่ภาคปฏิบัติปี 2030 และติดตามผลการดำเนินงานตามทิศทางที่วางไว้ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ที่มุ่งเน้นในเรื่องศักยภาพการแข่งขันเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูง การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ในวาระที่คนไทยกับสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ การพัฒนาพื้นที่ ภาค และการเชื่อมโยงภูมิภาค การพัฒนาการเกษตรไทยสู่ความเป็นเลิศด้านอาหารของโลก ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการบริหารงานภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชน รวมทั้งสร้างความรับรู้ให้กับภาคส่วนต่างๆ โดยที่การแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่จะมีโอกาสแสดงวิสัยทัศน์เปิดตัวต่อประชาคมโลก









